ดัน “งานวิจัย” สะเดาะปัญหาค้างคา พาประเทศพ้นวิกฤตได้หรือไม่ ใน The Paper Talk

ปัจจุบัน... ปัญหาความยากจน และความเหลื่อมล้ำ รวมไปถึงการใช้ชีวิตให้อยู่รอดของคนในสังคมเป็นเรื่องที่น่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงนี้เมื่อเกิดโรคระบาดใหญ่อย่างไวรัสโควิด-19 สารพัดสายพันธุ์ แน่นอนว่า ประเด็นปัญหาเดิมมากมายที่มีอยู่ ก็ค่อย ๆ ทวีความรุนแรง จนส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิตของคนทั่วไปอย่างถ้วนทั่ว

รายการ The Paper Talk ชวนคุย ชวนคิด เกาะติดประเด็นสังคม ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 14.00 – 15.00 น. ทางวิทยุครอบครัวข่าว ส.ทร. FM 106 MHz ครั้งล่าสุด ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “ดร. กิตติ สัจจาวัฒนา” ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ หรือ บพท. ถึงเรื่องที่น่าสนใจ นั่นคือ “มหาวิทยาลัยกับการพัฒนาสังคม” โดยหยิบงานวิจัยหลายชิ้นมาปลดเปลื้องปัญหาหมักหมมของประเทศไทย เพื่อเป็นทางออกสำคัญกับการใช้ชีวิตให้อยู่รอดต่อไปได้

“ดร. กิตติ” ขอเล่าปูพื้นถึงที่มาที่ไปให้เราฟังก่อนว่า ในช่วงที่รัฐบาลวางแผนปฏิรูปประเทศ ได้กำหนดทิศทางในการพัฒนาประเทศไว้อย่างหนึ่ง เรียกว่า “การพัฒนาเชิงพื้นที่” บพท. จึงเป็นหน่วยงาน ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เข้ามาช่วยให้ทุนวิจัยเพื่อหาทางยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ให้ดียิ่งขึ้น

ปัจจุบันการสนับสนุนทุนวิจัยมีความก้าวหน้าต่อเนื่อง โดยเรียกกันว่า “มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น” มีการขยายแนวคิดการนำงานวิจัยไปพัฒนาในระดับพื้นที่ เริ่มจากระดับจังหวัดที่มีโครงสร้างที่เข้มแข็ง มีงบประมาณ แล้วดึงเอามหาวิทยาลัยในพื้นที่เข้ามาร่วมมือในการพัฒนาจังหวัด

ดังนั้นการพัฒนาในแต่ละจังหวัดจึงมีเรื่องที่ไม่เหมือนกัน เพราะขึ้นอยู่กับสภาพอันแท้จริงในพื้นที่นั้น ๆ เช่นว่า จังหวัดนั้นมีปัญหาอะไร มหาวิทยาลัยจะเข้าไปเป็นข้อต่อของการร่วมพัฒนาเรื่องในนั้น อย่างมีระบบ บนฐานความรู้ทางวิชาการที่คอยสนับสนุนอย่างชัดแจ้ง

ตัวอย่างเช่น การแก้ไขปัญหาความยากจน การส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการพัฒนาผู้ประการการในพื้นที่ การพัฒนาคุณภาพชีวิตผ่านการพัฒนาคนให้เป็น “นวัตกรชุมชน” หรือ “นวัตกรชาวบ้าน”

อาจารย์กิตติ ยอมรับว่า เรื่องหนึ่งที่สำคัญในช่วงนี้คือการแก้ไขปัญหาความยากจน ซึ่งนับเป็นเรื่องสำคัญชิ้นโบว์แดงของการพัฒนาในช่วงแรกก็ว่าได้ โดยรีวิวบริบททั่วโลก เพื่อย้อนกลับมาดูประเทศไทย จนตกผลึกได้ว่า สิ่งสำคัญคือ คนจน และครัวเรือนยากจน จึงตั้งแผนงานขึ้นมาขับเคลื่อน

แม้ที่ผ่านมาจะมีหลายหน่วยงานหลากองค์กรทำเรื่องนี้มาก่อนหน้า แต่เราก็เจอสารพัดการเปลี่ยนแปลงของโลกเข้ามากระทบและทำให้ปัญหาแก้ได้อย่างไม่สะเด็ดน้ำ ทั้ง Disruptive Technology และสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 เช่นเดียวกับการกระจุกตัวของรายได้ที่ยังคงอยู่เพียงแค่คนบางกลุ่ม ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ช่องว่างของคนจนถ่างออกไป

“ปัญหาตอนนี้ คนอพยพจากชนบทเข้าสู่ส่วนกลางมากขึ้น ทำงานในงานที่ตัวเองไม่คุ้นเคย หรือเป็นแรงงานไม่มีทักษะ ค่าจ้างไม่สูงนัก แถมกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเสียส่วนใหญ่ทำให้เกิดโครงสร้างการพัฒนาที่บิดเบี้ยว นั่นจึงเป็นต้นตอ หรือทำให้เกิดปัญหาตามมาเหมือนที่เราเห็นในตอนนี้ ทั้งปัญหาสังคม ปัญหาครอบครัว การไม่มีคนดูแลผู้สูงอายุ ดังนั้นเป้าหมายหนึ่งของการพัฒนาพื้นที่โดยการใช้งานวิจัยข้าไปทำคือ การสร้างงานในพื้นที่ ให้คนติดพื้นที่มีงานทำ และมีรายได้ที่ดีด้วย สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตตัวเองให้ดีขึ้น”

ส่วนความท้าทายว่าจะทำได้หรือไม่ เพราะในเมื่อโครงสร้างมันบิดเบี้ยวอย่างนี้ “ดร.กิตติ” ตอบกลับมาอย่างน่าสนใจว่า ไม่น่าห่วง เพราะประเทศไทยเป็นประเทศแห่งความโชคดี คือมีความ “รุ่มรวย” ทั้งทางทรัพยากรชีวภาพอย่างหลากหลายที่ใครจะมาเอาไปจากประเทศเราง่าย ๆ ไม่ได้

อีกอย่าง คือ ความรุ่มรวยจากฐานด้านประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตที่ค่อนข้างเข็มแข็งอย่างมาก

ทั้ง 2 ความรุ่มรวยนี้ สามารถหยิบยกมาต่อยอดทั้ง อาชีพ และรายได้ ตอบโจทย์ความยั่งยืนที่จะเกิดขึ้นมาได้ โดยมีความสำคัญคือ “คุณค่าที่ไม่สามารถเลียนแบบได้”

ตัวอย่างที่ขอยกมาเห็นให้ชัดเจนขึ้น คือ การพัฒนาสินค้าต่าง ๆ ในชุมชนที่เกิดจากฐานทางวัฒนธรรมที่ลอกเลียนแบบได้ยาก หรือพันธุ์พืชต่าง ๆ ที่จะเอาไปปลูกที่อื่นคงยาก

ส่วนแผนงานด้านต่าง ๆ เมื่อวางโครงได้แล้ว การขับเคลื่อนต่อจำเป็นต้องใช้กลไกของหน่วยงานอื่น ๆ มาช่วยหนุนด้วยหรือไม่นั้น เขายอมรับว่า อย่างในแผนงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาความยากจน ก็ต้องมีความร่วมมือจากหน่วยงานในพื้นที่มาช่วยกัน หรือเป็นเจ้าภาพในเรื่องนั้น ๆ ที่จะทำด้วยกัน ซึ่งแน่นอนว่าการทำในรูปแบบนี้จะสร้างกลไกการมีส่วนร่วม สุดท้ายแล้ว คนในพื้นที่ก็มีความรักในงานของตัวเองที่ร่วมกันทำสำเร็จกับการขยายผล

“ส่วนสำคัญที่สุดของความร่วมมือ จะทำให้ฟันเฟืองทั้งหมดของการพัฒนาประเทศมีชุดความรู้ แนวคิด เครื่องมือ และกระบวนการใหม่ ที่จะไปปรับหรือทำให้งานของตัวเองดีขึ้น ตรงเป้ามากขึ้น และการใช้งบประมาณตรงจุดด้วย”

ขณะที่สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิดที่กระจายทั่วทั้งประเทศ การนำงานวิจัยมาช่วยได้มากน้อยหรือไม่นั้น มีคำตอบว่า ที่ผ่านมางานวิจัยของหลายมหาวิทยาลัยทำมาตั้งแต่ก่อนเกิด เกิดแล้ว และหลักจากนี้สถานการณ์ประเทศจะเป็นอย่างไรต่อ โดยประเมิน มีเครื่องมือพยากรณ์ออกมาแล้วจากความเสี่ยงต่าง ๆ เช่น คนตกงาน อาชีพไหนที่รองรับคนตกงาน คนตกงานแล้วกลับไปในพื้นที่บ้านเกิดแล้วจะทำอะไรต่อเพื่อสร้างรายได้ ใช้ทักษะอะไร โดยนำความร่วมมือของกระทรวงไปช่วยในเรื่องเหล่านี้

“งานภาครัฐส่วนใหญ่ของประเทศ เป็นงานเฉพาะหน้า หรือเวลามีปัญหาก็แก้กันไป ภาษาวิชาการเราเรียกว่า โครงการพัฒนาแบบตามแก้ปัญหา ดังนั้นการที่จะใช้ข้อมูลไปพยากรณ์โอกาสและอนาคตข้างหน้า หรือดักทางเอาไว้โดยใช้งานวิจัยเป็นคำตอบ หรือเครื่องมือ ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง”

อีกตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนปัญหาชัด ขอยกเรื่องงานแก้ปัญหาความยากจนขึ้นมาอีกครั้ง เพราะเมื่อทำไประยะหนึ่งจะเห็นว่า โครงการของภาครัฐยิงตรงเข้าไม่ถึง โดยเฉพาะในระดับครัวเรือน จะมีเพียงบางกระทรวงเดียวเท่านั้นที่ถึงได้บ้าง เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แต่เมื่อช่วยครัวเรือนยากไร้ เปราะบางแล้วและจะนำมาพัฒนาอาชีพก็เป็นกลไกของกระทรวงอื่นแล้ว นี่คือปัญหาจริง ๆ ของกลไกแบบรัฐจ๋า ๆ ที่ช่วยได้แต่ไม่ถึงที่สุด

แต่ทั้งหมดนี้สามารถปรับปรุงแก้ไขได้ ด้วยนำ “การวิจัย” ไปเป็นคำตอบสุดท้ายของการยกเครื่องการพัฒนาประเทศให้เกิดขึ้นอย่างจริงจังเสียที

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *