เช็คผลกระทบ “ธุรกิจรถยนต์” หลังคนไทยรายได้หด วิบากกรรมที่เอกชนต้องเผชิญ

วันนี้มีเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ มาฝากกัน หลังจาก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ออกมาเปิดเผยจำนวนการผลิต ยอดขายภายในประเทศ และการส่งออกรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของประเทศ ในเดือนกรกฎาคม 2564

ตัวเลขต่าง ๆ เดี๋ยวค่อยมาว่ากันว่ามีรายละเอียดอย่างไรบ้าง เพราะเราที่เราจะเล่านี้ อาจสะท้อนวิกฤตอะไรออกมาได้อย่างชัดแจ้งแดงแจ๋ โดยเฉพาะผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 กับอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทย

เรื่องนี้ “สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์” รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ยอมรับว่า มีสัญญาณที่ “น่ากังวล” นั่นคือ ยอดขายรถยนต์ในประเทศเดือน ก.ค. 2564 ลดลงต่ำสุดในรอบ 7 เดือน โดยมีจำนวน 52,442 คัน ลดลง 11.62% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

เหตุผลสำคัญ คือ ผู้ประกอบ ธุรกิจรถยนต์ ได้รับการแจ้งจากลูกค้าไม่น้อยที่ขอยกเลิกการจองรถยนต์ รวมทั้งยังมีอีกหลายรายที่ขอเลื่อนการรับรถออกไปเป็นจำนวนมาก เพราะตอนนี้ไม่มีรายได้ และต้องการลดรายจ่าย โดยเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการซื้อรถยนต์ ซึ่งถือว่าเป็นสินค้าหนึ่งที่ไม่ใช่ปัจจัยสี่ในการใช้ชีวิต

ชนวนปัญหาในครั้งนี้แน่นอนว่า เกิดจากการระบาดของไวรัสโควิด ที่มีระยะเวลายาวนาน รวมไปถึงมาตรการของรัฐ ตามมติของ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ประกาศมาตรการล็อกดาวน์ตั้งแต่ช่วงกลางเดือน กรกฎาคม เป็นต้นมา ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ต้องหยุดชะงักลง การทำงานหารายได้ก็เช่นกัน และที่สำคัญ เมื่อสถานการณ์เป็นอย่างนี้คนส่วนใหญ่ก็เลือกที่จะระมัดระวังการใช้จ่าย และตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออก

หวยจึงมาออกที่สินค้าฟุ่มเฟือยหลาย ๆ ชนิด ซึ่งแน่นอนว่า “รถยนต์” ก็เป็นหนึ่งในนั้น

“คนส่วนใหญ่มองรายได้ในอนาคตไม่แน่นอน ส่งผลให้โชว์รูมรถยนต์ส่วนใหญ่ถูกลูกค้ายกเลิกการจองรถ และเลื่อนการรับรถ โดยส่วนมากเลือกยกเลิกการจองมากกว่า ขณะที่ไฟแนนซ์เองก็ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ เดิมในช่วงเศรษฐกิจดี ๆ ไฟแนนซ์จะปฏิเสธการปล่อยสินเชื่อเพียงแค่ 5-10% แต่ตอนนี้ยอดปฏิเสธสูงถึง 50% โดยเฉพาะรถยนต์ที่มีราคาไม่แพง”

ขณะที่รถยนต์หรู รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้า (EV) พบว่า ตลาดกลุ่มนี้ยังไม่กระทบมากนัก เพราะเป็นตลาดกลุ่มคนร่ำรวย ยังพอมีกำลังทรัพย์ที่จะถอยรถป้ายแดงราคาแพงระยับอยู่บ้าง

แต่อย่างไรก็ดี ทางภาคเอกชนก็ประเมินว่า หากสถานการณ์การระบาดในประเทศเริ่มกลับมาดีขึ้น คนติดเชื้อน้อย การฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้น จนตัวเลขการติดเชื้อลดลงจนสามารถควบคุมได้ในวงจำกัด ตลาดรถยนต์ ก็อาจกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง แต่ทั้งหดก็ยังเป็นแค่การประเมินเอาไว้ใน “แง่ดี”

ทั้งนี้แม้ว่าจะมองในมุมโลกสวย แต่ทั้งหลายทั้งปวงก็ต้องติดตามสถานการณ์สำคัญ และปัจจัยลบทางด้านเศรษฐกิจประกับกันไปด้วย

อย่างในสถานการณ์เศรษฐกิจ และสังคมล่าสุด จากการประเมินของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พบข้อมูลที่น่าสนใจ โดยเฉพาะเรื่องรายได้ครัวเรือนนั้น มีเรื่องที่ต้องติดตามกันแบบตาไม่ต้องกระพริบ

นั่นคือ ประเด็นผลกระทบจากการระบาดที่มีความรุนแรงมากขึ้น และมาตรการควบคุมการระบาดที่ส่งผลต่อความสามารถในการหารายได้ของแรงงาน เพราะจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดในเดือนเมษายน 2564 เป็นต้นมา ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจลดลงและมีแนวโน้มจะลดลงมากกว่าการระบาดในปี 2563 ด้วยซ้ำ

กรณีนี้จะส่งผลต่อเนื่องต่อการจ้างงาน การมีงานทำ และรายได้คนไทย โดยเฉพาะแรงงานในกลุ่มที่ไม่สามารถทำงานที่บ้านได้

เช่นเดียวกับเรื่องหนี้สินครัวเรือน เพราะแค่ตัวเลขล่าสุดในไตรมาสแรก ปี 2564 หนี้สินครัวเรือนมีมูลค่า 14.13 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 90.5% ต่อ GDP ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการเลื่อนและพักชำระหนี้ที่ทำให้ยอดหนี้คงค้างไม่ลดลง รวมทั้งครัวเรือนที่ไม่ได้รับผลกระทบมีการก่อหนี้เพิ่มขึ้น

ขณะที่คุณภาพสินเชื่อยังต้องเฝ้าระวัง โดยสัดส่วน NPLs ของสินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภคต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 2.92% เพิ่มขึ้นจาก 2.84๔ ในไตรมาสก่อน และด้อยลงเกือบทุกประเภทสินเชื่อ ยกเว้นสินเชื่อที่อยู่อาศัย สะท้อนให้เห็นว่าครัวเรือนเริ่มมีปัญหาในการหารายได้หรือสถานะทางการเงินเปราะบางมากขึ้น

ปัญหาดังที่กล่าวมาข้างต้น จะเป็นตัวฉุดรั้ง ธุรกิจรถยนต์ อย่างไม่ต้องมีข้อสงสัย

เรามาดูตัวเลขกันบ้าง ในเดือนกรกฎาคม 2564 ส.อ.ท. แถลงว่า โดยยอดการผลิตมีทั้งสิ้น 122,852 คัน ลดลงจากยอดเดือนก่อน 8.49% เนื่องจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์ส่วนใหญ่พบกับปัญหาขาดแคลนชิพที่เป็นชิ้นส่วนสำคัญและชิ้นส่วนรถยนต์บางชิ้นในการผลิต จึงต้องชะลอการผลิตรถยนต์บางรุ่น แยกเป็น

รถยนต์นั่ง ผลิตได้ 45,203 คัน, รถยนต์บรรทุก ผลิตได้ทั้งหมด 77,649 คัน, รถกระบะขนาด 1 ตัน ผลิตได้ทั้งหมด 74,890 คัน และรถบรรทุกขนาดต่ำกว่า 5 ตัน – มากกว่า 10 ตัน ผลิตได้  2,759 คัน

ยอดผลิตเพื่อส่งออก ผลิตได้ 69,934 คัน เท่ากับ 56.93% ของยอดการผลิตทั้งหมด ส่วนยอดผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ ผลิตได้ 52,918 คัน เท่ากับ 43.07% ของยอดการผลิตทั้งหมด

ขณะที่ รถจักรยานยนต์ ผลิตได้ทั้งสิ้น 130,918 คัน แยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 83,690 คัน และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 47,228 คัน

ส่วนยอดขายรถยนต์ภายในประเทศ มีจำนวนทั้งสิ้น 52,442 คัน ต่ำสุดในรอบ 7 เดือน โดยลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้ว 11.62% และลดลงจากเดือนก่อน 15.08%

อย่างไรก็ตามในอนาคตข้างหน้ายังมีอะไรไม่คาดฝันรออยู่อีกมาก เฝ้าติดตามสถานการณ์กันดี ๆ และต้องหาทางปรับตัวให้ทัน เพื่ออยู่รอดให้ได้ภายใต้วิกฤตโรคร้ายที่ยาวนานในครั้งนี้

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *