ศาสตร์พระราชา พัฒนาทุเรียนชายแดนใต้ คาดผลผลิตปีนี้พุ่ง

ปิดทองหลังพระฯ รับซื้อทุเรียนชายแดนใต้วันแรก ชาวบ้านแห่ขายมากถึง 16.8 ตัน กว่า 52% เป็นเกรดคุณภาพส่งออกไปตลาดจีน คาดปีนี้มีผลผลิต 1,655 ตัน ปรับโครงสร้างราคารับซื้อใหม่ จูงใจให้เกษตรกรมุ่งผลิตทุเรียนให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น

นายการัณย์ ศุภกิจวิเลขการ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ เปิดเผยว่า ปิดทองหลังพระฯ ได้เปิดการรับซื้อผลผลิตในโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพตามศาสตร์พระราชา หรือโครงการทุเรียนคุณภาพ ปีที่ 3 เมื่อวันที่ 15 ก.ค. ที่ผ่านมา ผลปรากฏว่า มีเกษตรกรนำผลผลิตมาจำหน่ายในวันแรก จำนวน 36 ราย ผลผลิตทุเรียน 16.8 ตัน ในจำนวนนี้เป็นทุเรียนคุณภาพ เกรดเอบี ซึ่งจะส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศจีน มากกว่า 52% ถือเป็นปริมาณทุเรียนคุณภาพเกรดเอบีสูงกว่าทุกปีที่ผ่านมา เป็นไปตามเป้าหมายการทำงานของปิดทองหลังพระฯ ซึ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพของทุเรียนอย่างต่อเนื่อง 

สำหรับผลผลิตทุเรียนในโครงการฯ ปีนี้ ประเมินว่า จะมีปริมาณรวม 1,655 ตัน จากเกษตรกร 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ยะลา นราธิวาส ปัตตานี ที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 564 ราย ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา มีผลผลิต 1,687 ตันสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรมากกว่า 141 ล้านบาท โดยในปีนี้ ปิดทองฯ ได้ปรับโครงสร้างราคารับซื้อใหม่ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรมุ่งผลิตทุเรียนให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น ด้วยการประเมินผลการทำงานของเกษตรกรตลอดทั้งปีแล้วจัดอันดับเกษตรกร เป็นเอ บี และซี โดยเกษตรกรที่ได้คะแนนกลุ่มเอ จะขายผลผลิตเกรดเอบี ในราคาสูง  

“ค่อนข้างพอใจผลการดำเนินงานในปีนี้ จากการที่มีผลผลิตทุเรียนคุณภาพได้มาตรฐานการส่งออกสูงกว่าทุกปีที่ผ่านมา และมากกว่าครึ่งหนึ่งของผลผลิตทั้งหมด ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนที่โครงการฯ จะเข้ามา ผลผลิตทุเรียนคุณภาพในภาคใต้มีอยู่เพียง 10% เท่านั้น เนื่องจากเกษตรกรตระหนักถึงเรื่องคุณภาพของทุเรียนมากขึ้นจากการเห็นผลดีของการทำทุเรียนให้ได้คุณภาพส่งออก จึงเอาจริงเอาจังกับการดูแลบำรุงต้นตลอดกระบวนการผลิตทุกระยะ และปฏิบัติตามคู่มือทุเรียนคุณภาพอย่างเคร่งครัดมากขึ้น ขณะที่ตลาดก็มีการแข่งขันกันมากขึ้นในเรื่องคุณภาพ ที่สำคัญ ทุเรียนในโครงการฯ ได้รับการยอมรับในเรื่องคุณภาพและเป็นที่ต้องการของตลาด” 

น.ส.นูรีซัน อภิบาลแบ เกษตรกรตำบลบาเจาะ อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา กล่าวว่า ได้นำทุเรียนหมอนทองกว่า 580 กิโลกรัมมาจำหน่ายให้โครงการ เป็นเงินกว่า 60,000 บาท ซึ่งผลผลิตในปีนี้มีทุเรียนเกรด เอบี กว่า 80% มากขึ้นจากปีก่อน เนื่องจากทำตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด บวกกับเจ้าหน้าที่คอยเป็นพี่เลี้ยงพร้อมให้ความรู้อย่างสม่ำเสมอ และรู้สึกพอใจที่ปีนี้มีการปรับโครงสร้างราคาใหม่ โดยตนเองเป็นเกษตรกรเกรดเอ นำทุเรียนเกรดเอบีมาขาย ได้ราคาถึงกิโลกรัมละ 108 บาท ทำให้ทุเรียนมีราคาดีขึ้นกว่าราคาตลาดทั่วไป คาดว่ารายได้ต้องมากกว่าปีที่แล้วแน่นอน 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *