เปิดอันดับขีดความสามารถแข่งขันไทยดีขึ้น 1 อันดับแตะที่ 28 โลก

Competitiveness

IMD ประกาศผลจัดอันดับขีดความสามารถการแข่งขันไทยปีนี้ดีขึ้น 1 อันดับ มาอยู่ที่ 28 ของโลก โดยมีคะแนน 72.52 จาก 100 หลังผลกระทบโควิด ฉุดคะแนนหลายประเทศลง “บิ๊กตู่” พอใจ แต่ให้เร่งแก้ประเด็นที่เป็นปัญหา

นายธีรนันท์ ศรีหงส์ ประธานสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (ทีเอ็มเอ) เปิดเผยผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ World Competitiveness Center โดยสถาบันการจัดการนานาชาติ หรือ International Institute for Management Development (IMD) สวิตเซอร์แลนด์ ประจำปี 64 ว่า ประเทศไทยมีอันดับที่ดีขึ้น 1 อันดับจากปีก่อน มาอยู่ในอันดับที่ 28 จาก 64 เขตเศรษฐกิจในปีนี้ โดยผลจากวิกฤตการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ต่อเนื่องมาถึงปีนี้ ทำให้คะแนนสุทธิเฉลี่ยของทั้ง 64 เขตเศรษฐกิจลดลงจาก 71.82 ในปี 63 เหลือเพียง 63.99 จากคะแนนเต็ม 100 ในปี 64 ขณะที่ประเทศไทยยังคงมีคะแนนสุทธิในปีนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยโดยอยู่ที่ 72.52 โดยลดลงเล็กน้อยจาก 75.39 ในปี 63  

ทั้งนี้เมื่อพิจารณาผลการจัดอันดับของไทยในปัจจัยหลัก 4 ด้าน พบว่ามีผลการจัดอันดับดีขึ้น 3 ด้านเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน คือ ด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ ดีขึ้น 3 อันดับ จากอันดับที่ 23 มาอยู่ที่อันดับ 20 ด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจดีขึ้น 2 อันดับ จากอันดับที่ 23 มาอยู่ที่อันดับ 21 และด้านโครงสร้างพื้นฐาน ดีขึ้น 1 อันดับ จากอันดับที่ 44 มาอยู่ที่อันดับ 43 ขณะที่ด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจ มีอันดับลดลงถึง 7 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 21 โดยประเด็นสำคัญมาจากด้านการค้าระหว่างประเทศที่มีอันดับลดลงจากอันดับที่ 5 เป็นอันดับที่ 21 ซึ่งเป็นผลมาจากการส่งออกภาคบริการที่พึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลักมีอันดับลดลงค่อนข้างมากจากผลกระทบของสถานการณ์โควิด-19 

ส่วนในระดับอาเซียน ไอเอ็มดีมีการจัดอันดับเขตเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้รวม 5 เขตเศรษฐกิจ โดยสิงคโปร์ยังคงเป็นผู้นำถึงแม้จะมีอันดับลดลงจากอันดับที่ 1 ในปีที่แล้วมาอยู่ในอันดับที่ 5 ในปีนี้ ขณะที่มาเลเซีย และอินโดนีเซีย มีอันดับดีขึ้นโดยอยู่ในอันดับที่ 25 และ 37 ตามลำดับ ส่วนฟิลิปปินส์มีอันดับลดลงจากอันดับที่ 45 ไปอยู่ในอันดับที่ 52 ในปีนี้ ด้านภาพรวมในระดับโลก เขตเศรษฐกิจที่มีอันดับความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุด 5 อันดับแรกในปีนี้ อันดับ 1 สวิตเซอร์แลนด์ อันดับ 2 สวีเดน อันดับ 3 เดนมาร์ก อันดับ 4 เนเธอร์แลนด์ และอันดับ 5 สิงคโปร์  

“ในปีนี้ถึงแม้ไทยจะยังคงได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ก็ถือว่ายังคงรักษาสถานการณ์ได้ดีในระดับหนึ่ง โดยปัจจัยหลักที่ได้รับผลกระทบ คือด้านเศรษฐกิจที่มีความอ่อนไหวกว่าด้านอื่น ๆ อยู่แล้วเป็นปรกติ โดยเฉพาะไทยที่พึ่งพารายได้จากการส่งออก ทำให้ต้องมาคิดทบทวนการพัฒนาด้านเศรษฐกิจของประเทศหลังผ่านวิกฤตินี้ไปว่า นอกเหนือจากการเร่งฟื้นฟูภาคธุรกิจอุตสาหกรรมที่ทำรายได้หลักแบบเดิม ควรเร่งพัฒนาธุรกิจภาคบริการสมัยใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีโดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัลที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงและมีความสอดคล้องกับแนวโน้มในอนาคต เช่น ธุรกิจด้านการเงิน หรือธุรกิจที่สร้างทรัพย์สินทางปัญญา”

อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ประเทศไทยยังคงต้องให้ความสำคัญกับปัจจัยอื่นๆ ที่ถึงแม้จะเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้นแต่ก็ยังคงมีหลายปัจจัยย่อยที่ยังอยู่ในอันดับต่ำ คือ ด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ ที่ต้องให้ความสำคัญกับปัจจัยย่อยทางสถาบัน และทางด้านสังคม ที่มีประเด็นที่สะท้อนผ่านการสำรวจความคิดเห็น ได้แก่ การติดสินบนและการคอร์รัปชั่น การบังคับใช้กฎหมาย ความเสี่ยงจากความขาดเสถียรภาพทางการเมือง การมีโอกาสที่เท่าเทียม เช่นเดียวกับด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ เรื่องผลิตภาพ ยังคงเป็นประเด็นที่ไทยมีอันดับต่ำทั้งในภาพรวมและทุกภาคอุตสาหกรรม ทั้งภาคการเกษตร อุตสาหกรรมการผลิต และภาคบริการ 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้รับทราบผลแล้ว และพอใจกับความสามารถการแข่งขันของประเทศที่ปรับตัวดีขึ้นดังกล่าว แม้คะแนนเฉลี่ยสุทธิในปีนี้จะลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 72.52 แต่ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกับเขตเศรษฐกิจทั่วโลกที่คะแนนสุทธิปรับตัวลดลง จากผลกระทบสำคัญเดียวกันคือการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่กระทบทุกภาคเศรษฐกิจทั้งการบริโภค การลงทุนในประเทศ การค้าระหว่างประเทศ และการท่องเที่ยว

“นายกรัฐมนตรีพอใจที่อันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศปรับตัวดีขึ้น แต่หากพิจารณาในรายละเอียดขององค์ประกอบการจัดอันดับจะเห็นว่ามีทั้งปัจจัยที่ปรับตัวดีขึ้น และที่ปรับตัวลดลงโดยเฉพาะในส่วนของสมรรถนะทางเศรษฐกิจที่ปรับตัวลดลงภาคการท่องเที่ยวจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นายกรัฐมนตรีจึงเน้นย้ำที่จะเร่งฟื้นฟูในส่วนนี้โดยการตั้งเป้าหมายเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวภายใน 120 วัน โดยมีภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์เป็นต้นแบบและขยายผลสู่พื้นที่ท่องเที่ยวหลักอื่นๆ และทั่วประเทศต่อไป โดยมีเป้าหมายสำคัญคือให้ประชาชนกลับมาทำมาหากินได้เป็นปกติ” น.ส.ไตรศุลี กล่าว

นอกจากนี้ นายกฯ ยังย้ำว่านอกจากการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจในทุกระดับ ควบคู่ไปกับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19ในเชิงรุก เร่งกระจายวัคซีนสู่ประชาชนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในระยะสั้นแล้ว รัฐบาลจะยังคงเดินหน้าต่อเนื่องในส่วนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง การพัฒนาการศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ การบังคับใช้กฎหมาย การลดความเหลื่อมล้ำทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม  

nesdb
ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ประเทศไทยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้มากขึ้นโดยมีเป้าหมายระยะยาวอยู่ที่การขึ้นเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน ส่วนเป้าหมายในระยะสั้นคือการเพิ่มอันดับแซงประเทศมาเลเซียขึ้นเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน 

ทั้งนี้การขยับอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันขึ้นให้ได้ตามเป้าหมายดังกล่าว ต้องพัฒนาในหลายด้าน คือ 

1.ยกระดับการทำงานภาครัฐให้มีความทันสมัยเข้าสู่ระบบดิจิทัลให้เร็วขึ้น รวมทั้งการปรับการใช้ข้อมูลภาครัฐให้ทันต่อสถานการณ์เพื่อให้ภาครัฐสามารถนำข้อมูลที่ทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์มาวางแผนจัดทำนโยบายต่างๆได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว 

2.เพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน รวมทั้งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลให้เร็วขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมให้การสร้างโอกาสใหม่ๆทางเศรษฐกิจ 

3.ให้ความสำคัญในเรื่องการพัฒนาคน ยกระดับการพัฒนาแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และแนวโน้มการพัฒนาของเศรษฐกิจของโลกในอนาคต

4.ให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นเรื่องที่ประเทศไทยทำได้ดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะการดูแลเรื่องหนี้ครัวเรือน และการรักษาวินัยทางการเงินการคลังเพื่อให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพได้อย่างต่อเนื่อง 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *