ปี2563 มูลค่าลงทุนในอีอีซีลดลง 53%

Supattanapong

‘สุพัฒนพงษ์’ ไม่หวั่นโควิด-19 ตั้งเป้าปี64 ดึงลงทุนกลับให้ได้ 3 แสนล้านบาท พร้อมเกาะติดโครงการลงทุนสำคัญ ย้ำรถไฟความเร็วสูงยังเป็นไปตามแผน ส่งมอบพื้นที่ส่วนใหญ่ภายในมี.ค. 64 นี้ เร่งผลักดันโครงการระเบียงผลไม้ดันไทยเป็นศูนย์กลางผลไม้โลก

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุม คณะอนุกรรมการบริหารการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กบอ.) เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 ว่า  แม้การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จะกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม แต่ รัฐบาลยังคงนโยบายปฏิบัติการเชิงรุกเพื่อดึงดูดการลงทุน ทั้งในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี และพื้นที่อื่นทั่วประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยปี 2564 ตั้งเป้าหมายดึงดูดการลงทุนในอีอีซี ให้ได้ 3 แสนล้านบาท ในปี 2564 เพิ่มจากปีก่อน 50%

ทั้งนี้ ที่ประชุม กบอ.ได้รับทราบภาพรวมการขอรับส่งเสริมการลงทุนใน อีอีซี ในรอบปี 2563 (ม.ค.- ธ.ค 2563) ที่ผ่านมา มีทั้งสิ้น 453 โครงการ มูลค่าลงทุนสูงถึง 2.08 แสนล้านบาท คิดเป็น 43% ของมูลค่าการขอรับส่งเสริมการลงทุนทั้งประเทศ เป็นการลงทุนจากต่างประเทศรวม 1.15 แสนล้านบาท คิดเป็น 55% ของมูลค่าขอรับส่งเสริมทั้งหมดใน อีอีซี 

โดยนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น เข้ามาลงทุนใน อีอีซี สูงสุด มูลค่าการลงทุน 50,455 ล้านบาท คิดเป็น 44% และอันดับสองเป็นนักลงทุนจากจีน มูลค่าการลงทุน 21,831 ล้านบาท ด้านความคืบหน้า โครงการที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนใน อีอีซี ในปี 2563 จาก 453 โครงการ ได้อนุมัติคำขอแล้ว 292 โครงการ คิดเป็น 64% ออกบัตรส่งเสริมแล้ว 172 โครงการ คิดเป็น 59% และได้เริ่มโครงการแล้ว 79 โครงการ คิดเป็น 46%

ข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ระบุว่า ในปี 2562  มีการยื่นคำขอรับส่งเสริมการลงทุนใน อีอีซี นั้น มีจำนวนทั้งสิ้น 506 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 4.44 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 59%  ของมูลค่าขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งประเทศ  ดังนี้ เมื่อเทียบในด้านมูลค่าการลงทุนในอีอีซีปี 2563 ลดลงจากปี 2562 ที่ 53%  ส่วนในด้านจำนวนโครงการลดลง  10.47%  

นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวว่า  ที่ประชุมยังได้รับทราบความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งการดำเนินงาน เป็นไปตามแผนของคณะทำงานเร่งรัดการลงทุน  โดยการรื้อย้ายสาธารณูปโภค เพื่อเปิดพื้นที่ก่อสร้าง พร้อมสามารถส่งมอบพื้นที่ส่วนใหญ่ได้ภายในเดือนมี.ค. 2564 และการส่งมอบพื้นที่เวนคืน อยู่ในขั้นตอนการทำสัญญาซื้อขายโดย รฟท. ซึ่งจะส่งมอบพื้นที่อย่างช้าภายในเดือนก.ย. 2564

ตลอดจนได้ติดตามการพัฒนาท่าเรือบก (Dry Port) ซึ่งล่าสุดได้มีการการลงนาม MOU ศึกษาโครงการนี้ ระหว่าง การท่าเรือแห่งประเทศไทย กับ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ร่วมกันศึกษาแนวทางการลงทุน รูปแบบการให้บริการขนส่ง กำหนดแผนงาน ที่เหมาะสมการพัฒนาท่าเรือบก ในเขตพื้นที่ Amata Smart & Eco City ใน สปป.ลาว ไปยังท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อเชื่อมต่อระบบขนส่งและโลจิสติกส์ของไทย ให้เป็นโครงข่ายการขนส่งสินค้า เปิดประตูการค้าให้ สปป. ลาว ที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล และสนับสนุนโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 โดยการศึกษาจะแล้วเสร็จในเดือนก.ค. 2564

นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวว่า ในส่วนของ ความก้าวหน้าโครงการระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก (EFC)  เป็นโครงการหลัก ล่าสุดได้ มีการลงนาม MOU การจัดทำระบบห้องขนาด 4,000 ตัน ด้วยเทคโนโลยีคงคุณภาพผลไม้ให้เหมือนเก็บจากสวน ยืดอายุ ไม่ต้องรีบส่งขาย การจัดหาพื้นที่บริเวณสมาร์ทปาร์ค มาบตาพุด โดยระบบห้องเย็น จะนำร่องด้วย ทุเรียน และผลไม้อื่น ๆ ให้ผลไม้ไทยแข่งขันได้ทั่วโลก พร้อมก้าวสู่ศูนย์กลางตลาดผลไม้โลก

“อีอีซี ในระยะต่อไป นอกจากจะเร่งการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตให้กับประเทศแล้ว ยังต้องทำนโยบายที่เน้น มุ่งเป้าเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบแรงจากโควิดมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเสริมมาตรการเยียวยาภาครัฐในการฟื้นฟูและเพิ่มศักยภาพของประชากรในพื้นที่ เพื่อเตรียมความพร้อมเมื่อสถานการณ์โควิดคลี่คลาย โดยการพัฒนาทักษะบุคลากรแบบ Demand driven (EEC model)  เป็นหนึ่งในกลไกเสริมมาตรการเยียวยาภาครัฐจากผลกระทบโควิด เพื่อสนับสนุนให้แรงงานมีรายได้ ช่วยสร้างแรงจูงใจให้บริษัทยังคงการจ้างงาน ซึ่งได้ดำเนินการเพิ่มเติม 3 โครงการ อีกกว่า 12,220 คน ซึ่งจะทำให้ภายในปี 2565 อีอีซี จัดการพัฒนาทักษะบุคคลากร รวมทั้งสิ้นได้กว่า 91,846 คน” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน กล่าว

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *