หนทางของการสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง

การพัฒนา

เรื่องจาก Facebook : เที่ยว ละ ข่าว

“…เวลานี้เราทุกคนมีภาระสำคัญรออยู่ที่จะต้องร่วมมือกันเสริมสร้าง ความเป็นปกติเรียบร้อยให้แก่บ้านเมือง เพื่อให้ประชาราษฎร์ชาติภูมิมีความผาสุกสงบ ภาระทั้งนี้มิใช่หน้าที่ของบุคคลผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะ หากเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของทุกฝ่ายทุกคนที่จะต้องร่วมกันคิด ร่วมกันทำให้พรักพร้อม และสอดคล้องเกื้อกูลกัน โดยมีจุดมุ่งหมายและอุดมคติร่วมกัน

ข้าพเจ้าจึงใคร่ขอให้ท่านทั้งหลายในมหาสมาคมนี้ ตลอดจนประชาชนทุกหมู่เหล่า ทำความคิดจิตใจให้หนักแน่นแน่วแน่ และเที่ยงตรงเสมอเหมือนกัน ที่จะร่วมมือร่วมคิดกัน ให้เต็มกำลังความสามารถและสติปัญญา ด้วยความสุจริตบริสุทธิ์ใจ และด้วยความสามัคคี ปรองดอง โดยยึดเอาประโยชน์ยั่งยืนยิ่งใหญ่ คือความมั่นคงผาสุกของบ้านเมืองเป็นเป้าหมายสูงสุด…”

พระราชดำรัส ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในการเสด็จออกมหาสมาคม งานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2547

(1)

เรายกพระราชดำรัสองค์นี้มานำเสนอก่อนตั้งแต่แรก เพราะโชคดีที่มีโอกาสกลับไปค้นคว้าความหมายเรื่องแนวทางการพัฒนาประเทศตามหลักที่เรียกกันว่า “ศาสตร์พระราชา” ว่ายังสามารถเอามาประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ได้หรือไม่ จนไปเจอพระราชดำรัสองค์นี้ขึ้น เลยขอหยิบมาฝากทุกคนได้อ่าน เพื่อเตือน และตั้งสติของตัวเองเอาไว้ บนพื้นฐานความรู้ และความเข้าใจของแต่ละคน

เรื่องนี้ถูกเขียนไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งที่จัดทำขึ้นโดย สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อาจเป็นหนึ่งในหนังสือที่หลายคนยังไม่เคยเปิดอ่าน เพราะเป็นเรื่องเชิงวิชาการ ไม่ใช่หนังสือประเภทวาไรตี้ ตามที่คนส่วนใหญ่มักจะเลือกหยิบขึ้นมาตั้งแต่แรกพบ เราเข้าไปอ่านข้อมูลจนพบว่า สภาพัฒน์ ได้เรียบเรียง และสกัดแก่น เอาไว้ครบถ้วน และน่าจะมีประโยชน์อย่างยิ่งกับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศชาติ โดยเฉพาะประเด็นความขัดแย้งทางการเมือง เรื่อง “ทรงวางรากฐานประชาธิปไตยและการพัฒนาอย่างยั่งยืน”

เรื่องนี้ “ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล” เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ได้เล่าถึงภาพที่ประทับใจซึ่งยังคงตรึงอยู่ในความทรงจำว่า วันหนึ่งหลังจากถวายงาน ในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งพระองค์จะประทับนั่งกับพื้น พระองค์ตรัสว่าสะดวกดี แผนที่ใหญ่ ก็วางได้ อะไรก็วางได้ พระองค์ทรงชี้ไปที่เก้าอี้ และตรัสถามว่า “ทำไมพระเจ้าอยู่หัวยังต้องเหนื่อย ต้องลำบาก” พระองค์รับสั่งว่า…  

“…ทำไมพระเจ้าอยู่หัวต้องเหน็ดเหนื่อยอยู่อย่างนี้ ที่ต้องเหน็ดเหนื่อยก็เพราะ ประชาชนยังยากจนอยู่ และเมื่อเขายากจน เขาจึงไม่มีอิสรภาพ เสรีภาพและ เมื่อเขาไม่มีอิสรภาพ เสรีภาพ เขาจึงเป็นประชาธิปไตยไม่ได้…”

แนวพระราชดำริ

(2)

หากเราไปดูการทรงงานของพระองค์จะพบว่า ทรงเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาและพัฒนาประชาชน เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน แต่ที่จริงแล้วเป้าหมายของพระองค์ไปไกลกว่าที่เรามองเห็น “ไม่ใช่” เพียงแค่ขจัดความยากจน แต่เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและแข็งแรงให้กับ “ประชาธิปไตย” เพราะหากประชาชนยังยากจน ประชาธิปไตยที่บริสุทธิ์ก็ไม่เกิดขึ้น เกิดการชักจูงได้ง่ายอย่างต่อเนื่องแล้ว จะเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร…

ผลลัพธ์สุดท้ายที่ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงอยากเห็นก็คือ การพัฒนาอย่างยั่งยืน” และ ประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง” ซึ่งการปูพื้นฐานของประชาธิปไตย แท้จริงแล้วใช่เรื่องของกฎหมาย ระเบียบ หรือกติกา เพียงอย่างเดียว หากพื้นฐานจริงๆ คือ ต้องพัฒนาประชาชนให้หลุดพ้นจากความยากจนก่อน จึงจะเป็นประชาธิปไตยได้ นับเป็นการสร้างรากฐานสำคัญให้เกิดความเข้มแข็งในระบบการเมืองไทยอย่างมั่นคง

การทรงงานพัฒนาของพระองค์นั้นทรงใช้หลัก เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เสมอ… นั่นคือ ก่อนจะทำอะไรต้องมีความเข้าใจในภูมิประเทศ เข้าใจประชาชนในหลากหลายปัญหา ทั้งด้านกายภาพ จารีตประเพณี และวัฒนธรรม รวมถึงต้องทำให้ผู้ที่เราจะไปพัฒนาเข้าใจเราด้วย เพื่อการบริหารจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติ” และ คน” ที่เป็นเป้าหมายหลักของการพัฒนาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยระบุปัญหาที่ชัดเจน และแก้ไขปัญหาได้อย่างหมดจด รอบคอบ ครบทุกมิติ เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ดังนั้น การจะสร้างความเป็นประชาธิปไตยให้กับประชาชนและประเทศได้ จำเป็นจะต้องต่อสู้กับความยากจน หากประชาชนยังต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของชีวิต จะทำให้ขาดอิสรภาพและเสรีภาพ ที่จะแสดงความคิดเห็นหรือเข้ามามีส่วนร่วม ในการพัฒนาประเทศ รวมทั้งระบบการบริหารประเทศ จะต้องเป็นไปด้วยความโปร่งใสและยุติธรรม จึงจะช่วยให้เป็นประชาธิปไตยได้อย่างแท้จริง

(3)

ตัวอย่าง… ประชาธิปไตยในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจ พบว่า มีอยู่ในทุกขั้นตอนกระบวนการ ดังที่ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กล่าวถึงพระปรีชาสามารถและพระปรีชาญาณด้านการพัฒนาประชาธิปไตยของ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ผ่านโครงการในพระราชดำริของพระองค์ว่า เป็นสิ่งที่หลายคนอาจจะมองไม่เห็น หรือมองข้ามไป ในพระราชกรณียกิจต่างๆ ที่มี คนส่วนใหญ่เห็นว่าทำไปตามพระราชประสงค์หรือ ความปรารถนาของพระองค์

โดยแท้จริงแล้วไม่ใช่ เห็นได้จากการตั้งชื่อโครงการ โดยโครงการในระยะแรกๆ ที่เกิดขึ้น เช่น โครงการหุบกะพง จะอยู่ภายใต้ชื่อ โครงการตามพระราชประสงค์” ต่อมาปี 2524 เมื่อมีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) พระองค์ตรัสว่า

“… ชื่อแบบนี้เผด็จการมาก ฉันเป็นที่ปรึกษาของชาติ ไม่ใช่สั่งอะไรไปแล้วต้องทำ ต่อไปนี้ให้เรียกว่าโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ …”

หมายความว่ารับสั่งอะไรไปแล้ว เป็นหน้าที่ของฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะไปสังเคราะห์และดำเนินการ

แนวพระราชดำริ

(4)

ส่วนประชาธิปไตยในการปกครอง ทรงยึดหลักความ ถูกต้องและยุติธรรม โดยทรงปฏิบัติและดำรงพระองค์ใน ทศพิธราชธรรมอย่างเคร่งครัด ซึ่งตรงกับ ธรรมาภิบาล” หรือ Good Governance ตามหลักสากลในปัจจุบัน โดย ดร.สุเมธ ได้กล่าวถึงเรื่องประชาธิปไตยในการปกครอง ของ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่า

“ตลอดเวลาที่ผมได้รับใช้ ใต้เบื้องพระยุคลบาท พระองค์ทรงยึดหลัก ต้องถูกต้องทุกอย่าง แม้กระทั่งชาวบ้านและเอกชนถวายเงินโดยเสด็จตาม พระราชกุศล ซึ่งบางครั้งเราเห็นว่ามีเงินนี้อยู่จะนำไปทำ โครงการพระองค์จะไม่ทรงอนุญาต ทรงตรัสว่าคนเขาให้ทำบุญอย่างเดียว พระองค์จะทรงเคร่งครัดมาก

สำหรับปัญหาเรื่องการเมืองการปกครอง พระองค์จะทรงรักษาความเป็นกลาง หากตราบใดทุกอย่างยังดำเนินการไปได้โดยกลไกที่มีอยู่ จะไม่ทรงเข้าไปยุ่งเกี่ยว แม้แต่โครงการของมูลนิธิชัยพัฒนา พระองค์ทรงเตือนให้ระวังอยู่เสมอ ไม่ให้ไปซ้ำซ้อนกับงานของรัฐบาล ในส่วนไหนที่รัฐบาลเข้าไปดูแลแล้ว มูลนิธิ ก็ไม่เข้าไปอีก และเมื่อครั้งที่ผมเป็นเลขาธิการสภาพัฒน์ และเป็นเลขาธิการ สำนักงาน กปร. ด้วย พระองค์จะทรงให้ตรวจสอบอยู่ตลอดว่าโครงการนี้รัฐบาลทำหรือยัง เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน โดยเด็ดขาด ยึดหลักว่า

ไม่ซ้ำซ้อน ไม่แย่ง ไม่แข่ง แต่จะเป็นทีมเสริม สถาบันพระมหากษัตริย์ของเรา ในยามเกิดวิกฤตก็จะเป็นเหมือนเครื่องมือบางอย่างที่ทำให้ประเทศเดินหน้าไปได้”

ทั้งหมดนี้เราหยิบยกมาเป็นตัวอย่าง เผยแพร่ให้คุณผู้ที่ติดตาม “เที่ยวละข่าว” ได้อ่านกัน โดยข้อมูลทั้งหมดนี้ถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง หากสามารถน้อมนำไปปรับใช้ เพื่อ “สืบสาน รักษา ต่อยอด” กันต่อไปจนถึงลูก ถึงหลาน

แนวพระราชดำริ

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ : สัจธรรมแห่งแนวพระราชดำริ สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *