ทางรอด SME ท่ามกลางสถานการณ์ค่าเงินบาทผันผวน

กลุ่มเอสเอ็มอี

เรื่องโดย... ปราชญ์ นักคิด

ธุรกิจ “เอสเอ็มอี” นับเป็นภาคธุรกิจใหญ่อีกหนึ่งกลุ่มก้อนที่ได้รับผลกระทบจากพิษของไวรัสโควิด-19 อย่างรุนแรง เนื่องจากมีเงินทุนหมุนเวียนจำกัด และยอดขายลดในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ขาดรายได้มาจุนเจือกิจการ จนบางรายถึงขั้นปิดป้ายเซ้งด่วน หรือปิดกิจการ เจ๊ง” ไปเลยก็มี

แม้ที่ผ่านมาพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะพยายามผลักดันให้การแก้ไขและสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอี เป็นวาระแห่งชาติมาอยู่หลายปี แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ

พอมาเจอโควิด-19 ยิ่งเหมือน “เคราะห์ซ้ำกรรมซัด” เพราะโควิด-19 ยังทำให้นักลงทุนตลาดเงินทั่วโลกแตกตื่นเป็นการใหญ่ จนทำให้อัตราแลกเปลี่ยน หรือค่าเงินบาทผันผวนเร็วมาก จน แบงก์ชาติ” ธนาคารแห่งประเทศไทย กังวลมาโดยตลอด

แต่ที่สำคัญ แบงก์ชาติ” การันตีว่า ยังไม่พบการเก็งกำไรในช่วงเงินบาทแข็งค่า และการอ่อนค่าของเงินบาท ก็ยังไม่พบเงินไหลออกที่ผิดปกติแต่อย่างใด

แบงก์ชาติ” ได้ระบุว่า ในช่วงครึ่งปีหลังนี้เงินบาทยังคงผันผวนสูงตลอดเวลา เพราะสถานการณ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศยังมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ไม่รู้จะกลับมาระบาดระลอก 2 อีกเมื่อไร คงจนกว่าจะมี วัคซีน” ออกมาป้องกันได้อย่างชัดเจนนั่นแหละ!

ที่ผ่านมา ธปท.จึงได้แนะนำผู้ส่งออกที่เป็นเอสเอ็มอีอยู่เสมอว่า ให้คอยใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เช่น การทำประกันค่าเงินแบบล็อคเรท ล็อคค่าเงินไว้อย่าง FX options โดยไม่ต้องสนว่าค่าเงินช่วงเวลาข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะ “อ่อนค่า” หรือ “แข็งค่า” ก็ตาม

ล่าสุด ธปท. ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) สมาคมธนาคารไทย สถาบันธนาคารไทย ธนาคารพาณิชย์ 8 แห่ง และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ได้ร่วมกันจัดทำ โครงการส่งเสริมความรู้ด้านบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนและสนับสนุน SME ที่ทำการค้าระหว่างประเทศ” ต่อเนื่องมาเป็นเฟส 3 เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ SMEs มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

ช่วยเหลือเอสเอ็มอี

สำหรับผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนดและผ่านการอบรมจะได้รับโอกาสทดลองใช้เครื่องมือ การประกันค่าเงิน” หรือ FX options เหมือนเช่นโครงการก่อน ๆ แต่จะมีขนาดวงเงินค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นเป็น 80,000 บาทต่อกิจการ รวมถึงผู้ประกอบการที่มีการส่งออกหรือนำเข้าในรูปสกุลเงินตราต่างประเทศอื่น ๆ นอกเหนือจากดอลลาร์สหรัฐ ได้แก่ ยูโร เยน หยวน ปอนด์ ดอลลาร์ออสเตรเลีย และดอลลาร์สิงคโปร์ ก็สามารถใช้เป็นหลักฐานในการซื้อ FX options ภายใต้โครงการนี้ได้

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการนี้ยังจะได้รับวงเงินสนับสนุนค่าธรรมเนียมการค้าระหว่างประเทศ (Trade-related fees) จำนวน 20,000 บาทต่อกิจการ นั่นเท่ากับว่า…รวมแล้วผู้ประกอบการที่ผ่านการอบรม จะได้รับวงเงินไปใช้แบบฟรี ๆถึง 100,000 บาท เพื่อนำไปลดค่าธรรมเนียมทั้งการทำประกันค่าเงิน และค่าธรรมเนียมการค้า ลดค่าใช้จ่ายได้มากทีเดียว

หากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เป็นผู้ส่งออกกำลังปวดหัวกับค่าเงินที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ก็ลองเปิดใจ ทดลองเครื่องมือจากทางการที่อาจจะมาแก้ปัญหาตรงนี้ได้ดี โดยโครงการนี้จะเริ่มเปิดลงทะเบียนในวันที่ 3 ส.ค.2563 เป็นวันแรก 

ใครสนใจลองดูกันได้ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย.

ช่วยเหลือเอสเอ็มอี

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *