เปิดรายงาน “วิษณุ” ชงครม.ติดตามแผนฟื้นการบินไทย

ฟื้นฟูการบินไทย

โดยทีมข่าวเดอะเปเปอร์ไทยแลนด์

ควันหลงการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2563 นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหา บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้รายงานความคืบหน้าการฟื้นฟูกิจการของการบินไทย ต่อคณะรัฐมนตรี เป็นครั้งแรก หลังผ่านขั้นตอนสำคัญ คือ ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการและศาลมีคำสั่งรับคำร้องดังกล่าว และการบินไทยได้เข้าสู่สภาวะพักการชำระหนี้ หรือสภาวะบังคับชั่วคราว (Automatic Stay) ตั้งแต่ วันที่ 27 พ.ค. 2563 เป็นต้นมา ซึ่งศาลล้มละลายกลางนัดไต่สวนคำร้องในวันที่ 17 ส.ค. 2563

รายงานฉบับที่รองนายกรัฐมนตรี เสนอให้ ครม. รับทราบ มีรายละเอียดของหลายประเด็นสำคัญที่มีการดำเนินการไปแล้ว และรอดำเนินการทั้งหมด ล้วนบ่งชี้ “ความสำเร็จ” หรือ “ไม่สำเร็จ” ของการฟื้นฟูกิจการของสายการบินแห่งชาติ

ฐานะทางการเงินดำดิ่งไม่มีฟื้น

รายงานของคณะกรรมการติดตามฯ ระบุถึงฐานะทางการเงิน แยกเป็น ส่วนของผลดำเนินงานย้อนหลัง 3 ปี 2560 – 2562 แสดงให้เห็นฐานะการเงินที่ย่ำแย่ลงอย่างต่อเนื่อง จากสินทรัพย์ ณ ปี 2560 ที่ 2.8 แสนล้านบาท เหลือ 2.68 แสนล้านบาท และ 2.56 แสนล้านบาท ในปี 2561 และ 2562 ตามลำดับ

ตลอด 3 ปี ขาดทุนสุทธิที่ 2,072 ล้านบาท 1.15 หมื่นล้านบาท และ 1.2 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ ส่วนของผู้ถือหุ้นลดจาก 3.2 หมื่นล้านบาท ในปี 2560 เหลือ 1.17 หมื่นล้านบาท ในปี 2562 และหนี้สินต่อทุนอยู่ที่ 20.81 เท่า และสัดส่วนดังกล่าวสูงลิ่วขึ้นไปอีกด้วยจำนวนหนี้ ณ สิ้นเดือนมี.ค. 2563 ที่ 3.52 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตาม การบินไทย ยังคงมีภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถลดได้ประมาณ 5,000-6,000 ล้านบาทต่อเดือน จากการประมาณการ คาดว่า หากบริษัทฯ ไม่ได้รับความช่วยเหลือสภาพคล่อง เงินสดจะไม่เหลือเพียงพอในเดือนมิ.ย. นี้ แต่ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจากับเจ้าหนี้ หากเจรจาสำเร็จจะทำให้สามารถดำรงสภาพคล่องได้มากกว่าที่ประมาณการ

จับตาบทบาทหน่วยงานรัฐช่วยหนุน

การบินไทย ได้พ้นสภาพความเป็นรัฐวิสาหกิจโดยเด็ดขาด ทำให้รูปแบบการกำกับดูแลโดยหน่วยงานรัฐ ทั้งกระทรวงการคลัง และกระทรวงคมนาคม ไม่สามารถดำเนินการได้เช่นในอดีต แม้กระทรวงการคลังจะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของการบินไทย ที่สัดส่วน 49% แต่เนื่องจากบริษัทฯ ได้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ ทำให้การใช้สิทธิผ่านการเป็นผู้ถือหุ้นทำได้อย่างจำกัด

แต่การดำเนินกิจการที่ผ่านมามีความเกี่ยวพันกับรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐค่อนข้างมาก เช่น การใช้พื้นที่ท่าอากาศยาน การกู้เงินต่อจากกระทรวงการคลัง การแก้ไขปัญหาหุ้นกู้ของบริษัทฯ

ดังนั้น เพื่อให้กระบวนการฟื้นฟูกิจการของการบินไทยเป็นไปอย่างราบรื่น รัฐจึงจำเป็นต้องมีบทบาทในการรับรู้ ติดตามความคืบหน้าในการดำเนินการแก้ไขปัญหา ตลอดจนเป็นตัวกลางในการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ของรัฐเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินการต่างๆ เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของภาครัฐโดยต้องไม่ขัดกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และไม่เกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาของศาล

ฟื้นฟูการบินไทย

ต้องส่งคืนทรัพย์สินให้กรมธนารักษ์

การพ้นสภาพรัฐวิสาหกิจ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของการบินไทย เดิมมีการใช้ทรัพย์สินของรัฐ หรือหน่วยงานรัฐวิสาหกิจอยู่ โดยบางกรณี การบินไทย จำเป็นต้องส่งคืนทรัพย์สินให้กับกระทรวงการคลัง คือ กรมธนารักษ์ หรืออาจต้องดำเนินการตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพราะ การบินไทย อยู่ระหว่างรวบรวมสัญญาทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบและจำเป็นต้องมีการทบทวน คาดว่า จะดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนมิ.ย. 2563

นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคม ควรต้องพิจารณารายละเอียดของกฎหมายต่างๆ ในความรับผิดชอบว่า จำเป็นต้องมีการแก้ไขหรือปรับปรุงเพื่อให้สอดคล้องกับสถานะของการบินไทย ที่ได้พ้นจากการเป็นรัฐวิสาหกิจโดยเด็ดขาดหรือไม่ อย่างไร โดยให้กระทรวงคมนาคมนำเสนอที่ประชุมพิจารณาในโอกาสต่อไป

แต่ในส่วนของสิทธิการบิน และเส้นทางการบินที่การบินไทย เคยได้รับอยู่จะไม่ได้รับผลกระทบจากการพ้นสภาพการเป็นรัฐวิสาหกิจ เนื่องจากตาม พ.ร.บ.เดินอากาศ พ.ศ.2497 กำหนดให้รัฐเป็นผู้เจรจา เพื่อขอสิทธิการบินกับประเทศต่างๆ เมื่อได้รับสิทธิการบินมาแล้วจะมอบให้ คณะกรรมการการบินพลเรือน ดำเนินการจัดสรรเส้นทางการบินให้ผู้ประกอบการสายการเงินอย่างเป็นธรรม โดยไม่ได้คำนึงถึงสถานะความเป็นรัฐวิสาหกิจแต่อย่างไร

แต่อย่างไรก็ดี อาจต้องมีการทบทวนองค์ประกอบของคณะกรรมการ หรือคณะทำงานตามกฎหมายบางฉบับ ที่มีผู้แทนของการบินไทย ในฐานะที่เป็นรัฐวิสาหกิจเป็นองค์ประกอบ เช่น คณะกรรมการผู้แทนรัฐบาลในการเจรจาทำความตกลงการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ ตามความเหมาะสม

ขั้นตอนฟื้นฟูกิจการภายใต้ พ.ร.บ.ล้มละลาย

ช่วงเวลาก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งให้การบินไทยฟื้นฟูกิจการ คณะกรรมการของบริษัท ยังคงมีอำนาจบริหารจัดการได้ตามปกติ รวมถึงยังสามารถเสนอชื่อกรรมการต่อศาล เพื่อขอเป็นคณะผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการเพิ่มเติมได้ แต่หากช่วงเวลาดังกล่าว เจ้าหนี้ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของการบินไทย ก็อาจรวมกันเพื่อคัดค้าน และเสนอผู้ทำแผนขึ้นมาเองได้ แต่เจ้าหนี้ที่จะยื่นได้นั้น จะต้องมีมูลหนี้รวมกันไม่ต่ำกว่า 2 ใน 3 ของหนี้สินทั้งหมดของการบินไทย

ในกรณีที่เจ้าหนี้ยื่นคำคัดค้าน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ต้องจัดให้มีการประชุมเจ้าหนี้ เพื่อเลือกผู้ทำแผน แต่หากเจ้าหนี้ไม่คัดค้าน คณะผู้ทำแผนที่การบินไทยเสนอต่อศาล จะเป็นผู้ทำแผนโดยใช้เวลาทำแผน 3 เดือน และสามารถขยายได้อีกไม่เกิน 2 เดือน  เมื่อครบกำหนดการจัดทำแผนแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จะจัดให้มีการประชุมเจ้าหนี้ เพื่อพิจารณาแผนฟื้นฟูฯ หากที่ประชุมเห็นด้วย จะยื่นต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน และตั้งผู้บริหารแผนเพื่อดำเนินการตามแผนฟื้นฟูฯ ต่อไป

ฟื้นฟูกิจการ

การทำธุรกิจภายใต้สภาวะบังคับชั่วคราว

ภายหลังอยู่ภายใต้สภาวะบังคับชั่วคราว หรือ Automatic Stay นั้น การบินไทย ยังสามารถทำธุรกรรมบางอย่างได้เท่าที่จำเป็น เพื่อให้ยังสามารถดำเนินธุรกิจไปได้ตามปกติต่อไป (Pay to Survive) เช่น การจ่ายเงินเดือนพนักงาน การจ่ายค่าสินค้าบริการให้แก่คู่ค้า หากเป็นค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น การลงทุนใหม่ การโอนขยายทรัพย์สิน การก่อหนี้ใหม่ การชำระคืนเงินต้น การว่าจ้างที่ปรึกษา ให้พิจารณาตามความจำเป็นโดยต้องขออนุญาตศาล

อย่างไรก็ตาม สภาวะบังคับชั่วคราวนี้ ส่งผลให้เจ้าหนี้ของการบินไทยถูกระงับสิทธิในการฟ้องคดีแพ่ง คดีล้มละลาย อนุญาโตตุลาการ และห้ามเจ้าหนี้มีประกันบังคับชำระหนี้เอากับทรัพย์หลักประกัน รวมถึงห้ามเจ้าของทรัพย์สิน เช่น เครื่องบิน ติดตามและเอาคืนทรัพย์สิน ตลอดจนห้ามเจ้าหนี้สาธารณูปโภคงดให้บริการ แต่ไม่ห้ามเจ้าหนี้ที่จะใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ได้

เร่งเจรจาเจ้าหนี้-ปกป้องทรัพย์สินในต่างประเทศ

กิจกรรมสำคัญที่ การบินไทย ต้องดำเนินการก่อนศาลนัดไต่สวนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการในวันที่ 17 ส.ค.2563 เพื่อให้กระบวนการฟื้นฟูฯ เป็นไปอย่างราบรื่น คือ การเจรจากับเจ้าหนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้คัดค้านผู้ทำแผนและแผนฟื้นฟูฯ ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ และที่ปรึกษากฎหมายอยู่ระหว่างดำเนินการเรื่องดังกล่าวอย่างเร่งด่วน

นอกจากนี้ แม้สภาวะบังคับชั่วคราวจะคุ้มครองทรัพย์สินของบริษัทฯ ได้ แต่เป็นการคุ้มครองเฉพาะในประเทศเท่านั้น ส่วนทรัพย์สินในต่างประเทศยังจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อป้องกันด้วย ซึ่งมีแนวทางดำเนินการ 2 ลักษณะ คือ การยื่นขอรับฟื้นฟูฯ ในต่างประเทศ (Recognition) และ การยื่น US Code : Chapter11 ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน แต่ที่การบินไทยได้ดำเนินการไปแล้วคือ การยื่นขอรับรองการฟื้นฟูกิจการของการบินไทยในต่างประเทศ (Recognition) ใน 2 ประเทศ คือ เยอรมนี และสวิสเซอร์แลนด์ และอยู่ระหว่างดำเนินการในประเทศญี่ปุ่น ส่วนประเทศอื่นๆ นั้นบริษัทฯ อยู่ระหว่างพิจารณาความเป็นไปได้ของกฎหมายและความคุ้มค่าในการดำเนินการ

คณะผู้ทำแผนฟื้นฟูฯ แบ่งงาน 7 กลุ่ม

ผู้จัดทำแผนฟื้นฟูฯ ตามรายชื่อที่ยื่นต่อศาลล้มละลายกลางมี 6 คน ได้แก่  พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ,นายจักรกฤศฎิ์ พาราพันธกุล ,นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ,นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ,นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ และนายชาญศิลป์ ตรีนุชกร และอีก 1 นิติบุคคล คือ บริษัท อีวาย คอร์ปอเรท แอดไวซอรี่ เซอร์วิสเซส จำกัด ซึ่งมีที่ปรึกษากฎหมายประกอบด้วย บริษัท ฟินันซ่า และบริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่

คณะผู้จัดทำแผนฟื้นฟูฯ ได้แบ่งการทำงานออกเป็น 7 กลุ่ม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ได้แก่ 1.การดำเนินการกับเจ้าหนี้ คู่ค้า และการชำระหนี้ 2.การดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับศาลต่างประเทศ 3.การดำเนินการทางด้านทรัพยากรบุคคล 4.การติดต่อสื่อสารกับบุคคลภายนอก 5.การบริหารจัดการข้อมูลและเอกสารที่จำเป็นสำหรับการดำเนินการ 6.การสนับสนุนการจัดเตรียมสำเนาเอกสารเพื่อแจ้งเจ้าหนี้ และ 7.การดำเนินการเรื่องงบประมาณและประมาณการผลการดำเนินงาน ซึ่งต้องได้รับความช่วยเหลือและสนับสนุนเชิงนโยบายจากภาครัฐเพื่อบรรลุผลการฟื้นฟูฯ

รอความชัดเจนกฤษฎีกาก่อนเร่งสางทุจริต

เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2563 กระทรวงคมนาคม มีคำสั่งกระทรวงคมนาคม ที่ 302/2563 เรื่องการแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงในการบริหารงานกิจกรรมของบริษัทและปัญหาทุจริตใน บริษัท การบินไทย (จำกัด) มหาชน ซึ่งทำให้ประสบภาวะขาดทุน ประกอบด้วยคณะทำงานจำนวน 33 คน มีพล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช เป็นประธานคณะทำงาน มีหน้าที่ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงการบริหารงานกิจการของบริษัท และปัญหาการทุจริตในทุกรูปแบบของบริษัทฯ

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการบินไทยได้พ้นสภาพการเป็นรัฐวิสาหกิจไป เมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา ทำให้เกิดความไม่ชัดเจนในขอบเขตอำนาจการทำหน้าที่ของคณะทำงานชุดนี้ว่า ยังสามารถดำเนินการต่อไปได้หรือไม่อย่างไร โดยกระทรวงคมนาคม ได้มีหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อหารือประเด็นดังกล่าวแล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอคำตอบจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ต้องพึ่งรัฐเป็นลมใต้ปีก ทั้งเชิงนโยบายและธุรกิจ

การบินไทย ได้สรุปประเด็นขอความช่วยเหลือ และการสนับสนุนของภาครัฐ ทั้งเชิงนโยบาย และเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการ ในประเด็นเชิงนโยบายนั้น ประกอบด้วย

1.ขอความช่วยเหลือรัฐให้พิจารณาและทบทวนนโยบายเปิดเสรีการบิน เพื่อควบคุมระดับการแข่งขันในอุตสาหกรรม และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้แก่สายการบินที่มีอยู่ในประเทศในปัจจุบัน

2.ประสานงานสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ให้การบินไทยมีส่วนร่วมในการจัด Time Slot เที่ยวบิน เพื่อสร้างจุดแข็งในการให้บริการ โดยกำหนด Time Slot ให้ตรงความต้องการผู้โดยสาร เพิ่มศักยภาพของการเป็น Network Airline

3.พิจารณาให้สายการบินต้นทุนต่ำ (Low Cost) ลงจอดได้ที่สนามบินดอนเมืองเท่านั้น เพื่อให้เกิดการแข่งขันสำหรับสายการเงิน Full Service และสายการบิน Low Cost อย่างชัดเจนและเป็นธรรม

4.พิจารณาสนับสนุนโครงการ Star Alliance Biometric Hub ในสนามบินสุวรรณภูมิ และการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อสร้างความมั่นใจให้โครงการ เพื่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็วและลดความหนาแน่นในอาคารผู้โดยสาร

5.สนับสนุนการบินไทย ในการยื่นขอ Recognition ของแผนฟื้นฟูฯ ในศาลต่างประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงในการถูกเจ้าหนี้ยึดเครื่องบินเมื่อเครื่องบินจำเป็นต้องลงจอดในต่างประเทศ

ฟื้นฟูกิจการ

ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานนั้น

1.ขอให้รัฐให้การสนับสนุนในการยื่นขอเงินกู้สภาพคล่องในระยะสั้นจากสถานบันการเงิน

2.ขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐที่เป็นคู่ค้าในช่วงฟื้นฟูกิจการในการผ่อนผันค่าใช้จ่าย เช่น ค่าใช้จ่ายในการลงจอดของเครื่องบิน ค่าใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง

3.สนับสนุนจัดสรรพื้นที่ภายในอาคารผู้โดยสาร เพื่อให้การบินไทยมีหลุมจอดประชิดอาคารผู้โดยสารแบบประจำเฉพาะ(Dedicated Concourse) เช่น กรณีของสายการบิน Cathay Pacific ในเขตปกครองพิเศษฮ่องกง

4.สนับสนุนการแก้ไขสัญญาต่างๆ ที่มีกับหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับการพ้นจากสภาพรัฐวิสาหกิจประมาณ 79 สัญญา แบ่งเป็น สัญญาสวัสดิการพนักงานกับธนาคารรัฐ 5 สัญญา สัญญาให้สิทธิประกอบกิจการกับบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. 47 สัญญา สัญญาเช่าที่ดินกับกรมท่าอากาศยาน 17 สัญญา และอื่นๆ 10 สัญญา

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *