การเรียนออนไลน์ ภาพสะท้อน ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทย

การเรียนออนไลน์

เรื่องโดย : บุชบา

ผมเป็นคนหนึ่งที่โตมากับย่ากับยายตั้งแต่แบเบาะ จึงไม่แปลกใจที่วันก่อนเห็นข่าวคุณยายคนหนึ่งกำเงิน 2,000 บาท พาหลานไปซื้อโทรศัพท์มือถือ หวังให้หลานได้มีอุปกรณ์ไว้ เรียนออนไลน์ ตามนโยบายรัฐเหมือนลูกหลานคนอื่นๆ

เป็นลูกเป็นหลานใครใครก็รัก อยากให้ได้ดิบได้ดีมีการศึกษา แม้ตัวเองจะเดือดร้อนรายได้ไม่พอ แต่ขอให้หลานได้กินอิ่มนอนหลับ มีความรู้ เผื่อว่าในอนาคต จะได้เป็นเจ้าคนนายคนกับเขาบ้าง

อ่านข่าวไปก็เศร้าไป แม้เรื่องนี้อาจเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของเรื่องจริงในสังคมไทย เพราะบนโลกกว้าง น่าจะมีเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอยู่อีกหลายมุมในประเทศ สะท้อนให้เห็น ความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่กำลังกัดกร่อนสังคมไทยไปทุกวัน ทุกวัน

เรื่องของคนเดินดิน มีหนี้สิน และจ่ายภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย เป็นเรื่องที่หยิบยกขึ้นมาทีไรก็กินใจคนได้อย่างสม่ำเสมอ บางครั้งแม้ว่า สื่อมวลชน จะพยายามเปิดประเด็นให้หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงได้พบเห็น หรือฉายภาพให้ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองได้รับรู้

แต่แทบจะทุกครั้ง… หลังมีข่าว จะมีคนออกมาให้ความเห็นกันเพียบว่า เข้าไปช่วยอย่างโน้น ลงมือช่วยอย่างนี้ แต่ในแนวทางปฏิบัติจริง กลับทำไม่ได้ ท้ายที่สุดแล้ว ปัญหาในลักษณะนี้ก็กลายเป็น ดินพอกหางหมู แก้กันจนถึงยุคลูกหลานเหลนลืบก็ไม่มีวันจบ

การจดบันทึก
ภาพจาก : campus.campus-star2

ความเหลื่อมล้ำ ปัญหาใหญ่ของประเทศไทย และหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะทางด้านการศึกษา ยังคงมีให้เห็นอย่างเด่นชัด ที่ผ่านมาผมได้อ่านบทความหนึ่งที่ฉายภาพเรื่องนี้เอาไว้อย่างน่าสนใจ จึงอยากนำมาแบ่งปัน

บทความนี้ชื่อ “วิกฤตโควิด-19 รัฐต้องเร่งลดช่องว่างดิจิทัล เพื่อความเท่าเทียมในห้องเรียนออนไลน์” เขียนโดย ดร.เสาวรัจ รัตนคำฟู จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

เนื้อหาในนั้นบอกถึง ช่องว่างทางดิจิทัลในประเทศไทย โดยอ้างอิงข้อมูลจากสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) พบว่า ปัญหาของครัวเรือนในประเทศไทยที่ใหญ่กว่าการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตจากที่บ้าน คือคนไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้ที่บ้าน  หากเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก ประเทศไทยมีสัดส่วนครัวเรือนที่มีคอมพิวเตอร์เพียงร้อยละ 21 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทั่วโลกที่ร้อยละ 49 และค่าเฉลี่ยของประเทศกำลังพัฒนาที่ร้อยละ 38 

ขณะที่ ประเทศไทย มีสัดส่วนครัวเรือนที่มีอินเทอร์เน็ตที่บ้านร้อยละ 68 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั่วโลกที่ร้อยละ 55 และค่าเฉลี่ยของประเทศกำลังพัฒนาที่ร้อยละ 44 ในปี 2561

ทั้งนี้การเข้าถึงคอมพิวเตอร์ของครัวเรือนยิ่งยากมากขึ้น หากเป็นครัวเรือนที่มีฐานะยากจน จากข้อมูลของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ในปี 2560 ในประเทศไทย ครัวเรือนที่มีรายได้เฉลี่ยต่อปีน้อยกว่า 2 แสนบาท มีคอมพิวเตอร์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพียงร้อยละ 3 ของครัวเรือนทั้งหมด ขณะที่ครัวเรือนที่มีรายได้เฉลี่ยต่อปี 2 แสนบาทขึ้นไปมีคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตร้อยละ 19 ของครัวเรือนทั้งหมด

หากจำแนกตามภูมิภาค พบว่า กรุงเทพฯ มีสัดส่วนครัวเรือนที่มีคอมพิวเตอร์ สูงถึงร้อยละ 42 ของครัวเรือนทั้งหมด ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่าในภาคอื่นๆ มากกว่าเท่าตัว เพราะครัวเรือนที่มีคอมพิวเตอร์มีสัดส่วนร้อยละ 21 ในภาคกลาง ร้อยละ 19 ในภาคเหนือ ร้อยละ 17 ในภาคใต้ และร้อยละ 14 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ห้องเรียนมหาวิทยาลัย
ภาพจาก : campus.campus-star2

ดร.เสาวรัจ ระบุว่า เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้การเรียนในมหาวิทยาลัยเปลี่ยนเป็นออนไลน์ ช่องว่างทางดิจิทัลนี้ จะส่งผลกระทบอย่างมาก ต่อการเข้าถึง การศึกษา ของนักศึกษาที่ไม่มีคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตที่บ้าน การเปลี่ยนจากการเรียนในห้องเรียนเป็นการเรียนออนไลน์ จะทำให้นักศึกษาจำนวนมาก โดยเฉพาะที่มาจากครอบครัวที่ยากจนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ในปี 2560 นักศึกษาที่กำลังศึกษาในระดับอนุปริญญาและปริญญาในสถาบันอุดมศึกษาของไทยมีจำนวนทั้งหมดเกือบ 1.9 ล้านคน โดยคาดการณ์ว่า สัดส่วนของนักศึกษาอย่างน้อยร้อยละ 25 มาจากครัวเรือนที่มีรายได้เฉลี่ยต่อปีน้อยกว่า 2 แสนบาท

ในสถานการณ์ปกติ ก่อนการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 พบว่า นักศึกษาที่มาจาก ครอบครัวที่มีฐานะยากจน อาจไม่มีคอมพิวเตอร์ หรืออินเทอร์เน็ตใช้ที่บ้าน แต่ยังสามารถเข้าถึงคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตได้จาก มหาวิทยาลัย หรืออินเทอร์เน็ตคาเฟ่

ดังนั้น การปิดมหาวิทยาลัย และเปลี่ยนการเรียนเป็นออนไลน์แทน กลับทำให้นักศึกษาส่วนหนึ่ง ไม่สามารถเข้าร่วมการเรียนออนไลน์ได้ จากการสัมภาษณ์อาจารย์ในบางมหาวิทยาลัย พบว่า นักศึกษาส่วนหนึ่งที่ไม่มีคอมพิวเตอร์ที่บ้าน ต้องไปรวมกันใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตของเพื่อนที่หอพัก ซึ่งอาจทำให้เสี่ยงติดโรค หากเกิดการระบาดขึ้นอีก

สังคมออนไลน์
ภาพจาก : techmoblog

อาจารย์แนะว่า รัฐบาล ควรพิจารณาให้ความช่วยเหลือนักศึกษาที่ไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้เรียนออนไลน์จากที่บ้าน โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาที่มาจากครัวเรือนที่มีรายได้น้อย ซึ่งได้รับผลกระทบหนักสุดและต้องได้รับความช่วยเหลือโดยด่วน โดยให้เงินสนับสนุน ซื้อคอมพิวเตอร์ แก่นักศึกษาที่มาจากครัวเรือนที่มี ฐานะยากจน รายละ 10,000 บาท โดยเริ่มจากนักศึกษาที่ต้องกู้ยืมเงินจาก กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และไม่มีคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

จากการประมาณการโดยใช้ข้อมูลของ กยศ. และสำนักงานสถิติแห่งชาติ คาดว่า น่าจะมีจำนวนประมาณ 2.8 แสนคน ดังนั้น รัฐบาลจะใช้งบประมาณในส่วนนี้ประมาณ 2,800 ล้านบาท ขณะเดียวกัน แต่ละ มหาวิทยาลัย ควรจัดตั้งคณะกรรมการ เพื่อสอบถามและพิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่นักศึกษาที่ไม่มี คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต ในการเรียนออนไลน์ เพื่อให้มั่นใจว่า นักศึกษาทุกคนจะสามารถเข้าถึงการเรียนออนไลน์ได้จริง

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยควรพิจารณาคืนค่าเทอมบางส่วนเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของนักศึกษาที่มาจากครอบครัวที่ยากจนและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบทางลบจากโควิด-19 ด้วย

พร้อมกันนี้ ยังยอมรับด้วยว่า ช่องว่างทางดิจิทัลในประเทศไทยเป็นปัญหาและส่งผลกระทบทางลบต่อครัวเรือนที่ยากจนมานานแล้ว วิกฤติการแพร่ระบาดของโควิด-19 ครั้งนี้ ยิ่งตอกย้ำความสำคัญของ การลดช่องว่างทางดิจิทัล ให้มากขึ้น

รัฐบาลจึงจำเป็นต้องจัดสรรเงิน เพื่อช่วยเหลือนักศึกษากลุ่มนี้ เพื่อให้สามารถเรียนออนไลน์ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้สถานการณ์ที่มีการคาดการณ์กันว่า สถานการณ์โควิด-19 จะยังคงอยู่กับเราไปอย่างน้อย 12-18 เดือน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ทิ้งนักศึกษาบางกลุ่มไว้ข้างหลังและสร้างความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไปมากกว่านี้

บทความที่ยกมาครั้งนี้ น่าจะส่งต่อไปถึงผู้ใหญ่บางคนได้รับรู้ บางทีแนวคิดนี้อาจเป็นช่องทางหนึ่งในการช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยได้อีกทางหนึ่ง

ขอบคุณข้อมูลจาก : จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *