คมนาคมเปิด 10 ขั้นตอนตอบปมร้อนๆ ฟื้น “การบินไทย”

โดยทีมงานเดอะเปเปอร์ไทยแลนด์

พลัน… พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม แถลงผลประชุมครม. แจงปมร้อนๆ กรณีของ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) โดยเลือกเคาะแนวทางให้ “การบินไทย” เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ ภายใต้คำสั่งศาลล้มละลายกลาง ซึ่งจะเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยประคับประคองให้ “การบินไทย” สามารถอยู่รอดต่อไปได้ แม้ไม่ต้องพึ่งเงินจากรัฐ

ในการนี้ เพื่อให้รับทราบรายละเอียดและขั้นตอนอย่างชัดแจ้ง นายกฯ จึงขอให้หน่วยงานเจ้าของเรื่อง นั่นคือ “กระทรวงคมนาคม” ได้ชี้แจงตอบข้อสงสัย ซึ่งคมนาคมเองก็รับลูกทันควัน ก่อนตั้งโต๊ะแถลงทันทีในช่วงบ่ายวันเดียวกันนั้น เพื่อเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสังคมว่า… ขั้นตอนชัดๆ โดยเฉพาะการดำเนินการตามกฎหมายของการฟื้นฟู “การบินไทย” ต่อจากนี้ มีแนวทางอย่างไรบ้าง…

“ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” รมว.คมนาคม เปิดฉากว่า การฟื้นฟูกิจการของการบินไทยนับตั้งแต่ผ่านการพิจารณาของ ครม. ไปจนถึงการเริ่มต้นดำเนินธุรกิจตามแผนฟื้นฟูกิจการนั้น ประกอบด้วย 10 ขั้นตอน ซึ่งการฟื้นฟูกิจการภายใต้คำสั่งศาลล้มละลายนี้ จะยื่นทั้งศาลล้มละลายกลาง และศาลสหรัฐฯ

พร้อมกันนี้ ครม. ยังได้เห็นชอบให้กระทรวงการคลังลดสัดส่วนการถือหุ้นในการบินไทยให้เหลือต่ำกว่า 50% เพื่อให้พ้นสภาพจากการเป็นรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินการฟื้นฟูกิจการ โดยเฉพาะการหลุดพ้นจากข้อจำกัดของ พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ที่เป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการฟื้นฟูกิจการให้สำเร็จ

รวมถึงข้อจำกัดจาก พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 เพื่อให้สามารถแต่งตั้งคณะกรรมการบริษัท และผู้บริหารที่มีความรู้เข้ามาแก้ไขปัญหา ขั้นตอนนี้… กระทรวงการคลังจะรับหน้าที่ดำเนินการก่อนที่การบินไทยจะยื่นคำร้องขอต่อศาล

ต่อมาในขั้นตอนการยื่นต่อศาลนั้น การบินไทยจะเป็นผู้ยื่นเอง พร้อมกับเสนอ “ผู้ทำแผน” ขึ้นมาทำแผนฟื้นฟูฯ และตั้งคณะทำงานขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่เจรจาเจ้าหนี้ต่อไป ซึ่งกลุ่มผู้ที่จะมาเป็นผู้ทำแผนนี้ กระทรวงคมนาคมจะเป็นผู้พิจารณา โดยเลือกจากบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในด้านต่างๆ ที่สามารถเริ่มทำงานได้จริง และต้องปราศจากการแทรกแซงด้วย

ล่าสุด “เบอร์หนึ่งกระทรวงใต้ต้นหูกวาง” ได้ทาบทามมืออาชีพเอาไว้แล้ว 15 คน โดยเรื่องนี้ขอให้รออีกนิดอีกสัปดาห์เดียว คมนาคมจะเสนอชื่อให้นายกรัฐมนตรีคัดเลือก ส่วนจะเหลือกี่คนคงต้องลุ้นผลพิจารณาจากฝ่ายต่างๆ ทั้ง ฝ่ายบุคคล ฝ่ายการเงิน และฝ่ายธุรกิจ จนในที่สุดเมื่อได้แล้วตัวครบแล้ว จะเริ่มนัดพูดคุยถึงแนวทางการทำงาน พร้อมย้ำว่า ทุกคนที่เข้ามาการันตีเป็น “มืออาชีพ” ซึ่งตามกฎหมายไม่ห้ามที่ผู้ทำแผน และผู้บริหารแผนจะเป็นบุคคลเดียวกัน

“เมื่อยื่นต่อศาลและศาลรับคำร้องแล้ว การบินไทยจะได้รับการคุ้มครอง ตามมาตรา 90/12 ให้อยู่ภายใต้สภาวะพักการชำระหนี้ หรือ Automatic Stay ทำให้เราหยุดจำนวนหนี้เงินที่จะเพิ่มขึ้นได้ และผู้ทำแผนจะมีการเจรจากับเจ้าหนี้ ทั้งในและต่างประเทศ ให้เขาเห็นว่า แผนที่การบินไทยทำ จะทำให้เกิดความเข้มแข็งได้” เขา ยืนยัน

พร้อมกันนี้ยัง เปิดใจด้วยว่า การตัดสินใจให้การบินไทยเข้าสู่การฟื้นฟูภายใต้คำสั่งศาลนี้ มีต้นแบบมาจากสายการบินในหลายประเทศ เช่น เจแปนแอร์ไลน์ ของญี่ปุ่น หรืออเมริกัน แอร์ไลน์ กรุ๊ป ของสหรัฐฯ ส่วนตัวมั่นใจในแต่ละหน่วยธุรกิจของการบินไทย ที่ปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมด 6 ยูนิต แต่ละยูนิตมีการทำงานที่มีประสิทธิภาพ แต่ระหว่างนี้คงต้องเข้าไป “เอ็กซเรย์” ด้วยว่ามีส่วนใดที่มีความไม่ถูกต้องอยู่ในนั้น

ส่วนในเรื่องที่หลายคนกังวล คือ สถานะของพนักงานการบินไทย จากนี้คงนัดหารือกับทั้ง ผู้บริหาร และสหภาพฯ ของบริษัท เพื่อหาทางออกให้ชัดเจน แต่ทั้งหมด… ก็ต้องพิจารณาตามสภาพความเป็นจริง และต้องสามารถปฏิบัติได้จริงด้วย

“การดำเนินการทั้งหมดจะต้องทำให้เร็วที่สุด เพราะต้องคำนึงถึงปัญหาสภาพคล่องของการบินไทยด้วย โดยขั้นตอนเตรียมการเสนอต่อศาลนั้น คาดว่า จะดำเนินการได้ไม่เกินเดือนมิ.ย.นี้ ส่วนจำนวนหนี้ ณ สิ้นปี 2562 พบว่า มีหนี้สินระยะยาววงเงิน 1.4 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นมีเจ้าหนี้ต่างประเทศ ทั้งที่เป็นหนี้การค้า 35% และเจ้าหนี้ทางการเงินอีก 10% ด้วย”

แต่อย่างไรก็ตามหากเอาไฟฉายมาส่องให้ดี ยังพบด้วยว่า ไม่เพียงแค่การบินไทยเท่านั้นที่อยู่ในอาการ “บักโกรก” เพราะปัจจุบันยังมีรัฐวิสาหกิจของคมนาคมบางแห่งที่อยู่ในอาการใกล้เคียงกัน อย่างเช่น องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ที่จะต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการเหมือนการบินไทย ล่าสุดกระทรวงคมนาคมได้เสนอแผนเข้าไปยัง คนร. ได้ประมาณ 2 เดือนแล้ว รอเพียงการบรรจุเป็นวาระเพื่อพิจารณาต่อไป หากสามารถทำได้ตามแผนก็หวังว่า ขสมก. จะฟื้นขึ้นมาได้ภายใน 7 ปี รวมไปถึง การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เช่นกัน 

ส่วนผลกระทบที่ลากมาถึงฝั่งสหกรณ์ “พิเชษฐ์ วิริยะพาหะ” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ก็ออกมายอมรับว่า การดูแลบรรดาสหกรณ์ที่เข้าไปซื้อหุ้นกู้การบินไทย ซึ่งคิดเป็นวงเงินกว่า  42,000 ล้านบาทนั้น หากถึงเวลาที่ศาลสั่งให้มีการฟื้นฟูกิจการแล้ว ในจำนวนสหกรณ์รวม 81 แห่ง จะยื่นขอรับชำระหนี้ร่วมกัน โดยอีกไม่นานนัก กรมส่งเสริมสหกรณ์จะนัดสหกรณ์ทั้งหมดมากำหนดแนวทางร่วมกันต่อไป

อย่างไรก็ดีหากกระบวนการฟื้นฟูกิจการการบินไทยเดินไปได้ตามแผน ความเสียหายจะไม่เกิดปัญหากับสหกรณ์แน่นอน ยกเว้นแผนใหม่ของการบินไทยที่จะออกมา จะผิดนัดชำระหนี้ ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็ต้องตั้งสำรองหนี้เผื่อสงสัยจะสูญ ถึงจะกระทบต่อผลดำเนินงานของสหกรณ์ แต่เชื่อว่าแผนที่ออกมาต้องทำอย่างดีที่สุด และจะไม่กระทบต่อฐานะของสหกรณ์

ทั้งนี้เพื่อความชัดเจนกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ประเมินความเป็นไปได้ของผลกระทบจากแผนฟื้นฟูฯ การบินไทยไว้ 4 แนวทาง ประกอบด้วย…

1.กรณีการรับชำระหนี้เต็มทั้งจำนวนมีงวดชำระเดิมจากปี 2563 – 2577 ถ้าได้ต้นเงินเท่าเดิม งวดชำระเดิม แนวทางนี้จะไม่ส่งผลกระทบ ทั้งสภาพคล่อง และฐานะทางการเงินส่วนรายได้คงต้องไปดูให้ลึกว่า ให้ผลตอบแทนเท่าใด เช่น ถ้าตามเดิมได้ 4% กว่า ก็ต้องไปดูว่าแผนใหม่จะให้ผลตอบแทนในอัตราเท่าใด และก็เป็นไปได้ว่าอาจจะกระทบเล็กน้อยหากมีการปรับอัตราของผลตอบแทนลงมา

2.รับเงินต้นเต็มจำนวน แต่มีการปรับระยะการชำระหนี้ออกไปจากกำหนดเดิม แนวทางนี้จะไม่กระทบฐานะ แต่จะกระทบสภาพคล่องของสหกรณ์บางส่วนที่การคืนหนี้ถูกยืดออกไป

3.มีการตัดหนี้สูญบางส่วน แนวทางนี้จะกระทบกับฐานะสหกรณ์ เงินลงทุนจะหายไปบางส่วน สภาพคล่อง และผลการดำเนินงานจะกระทบเช่นกัน

4.หากแปลงหนี้เป็นทุน ต้นเงินของสหกรณ์จะไม่หายไปไหนจะไปอยู่ที่ส่วนทุนเจ้าของ ผลตอบแทนจะได้รับจากผลประกอบการของการบินไทยที่จะฟื้นฟูขึ้นมา สภาพคล่องอาจได้รับกระทบบ้าง แต่สหกรณ์เหล่านี้ เป็นสหกรณ์ขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถนำสภาพคล่องอื่นมาดำรงในกิจการตัวเองได้

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *