เปิดทุกขั้นตอนตามกฎหมายฟื้นฟู “การบินไทย” ต่อลมหายใจสายการบินแห่งชาติ

โดยทีมข่าว : เดอะเปเปอร์ ไทยแลนด์

ท่ามกลางข่าว “ดีวันดีคืน” เกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทย ยังไม่ทันหาย กลับมี “ข่าวร้าย” เป็นข่าวฮิตติดชาร์ตเข้ามาแทนที่ นั่นคือ การแก้ไขปัญหาเรื้อรังของ การบินไทย” สายการบินแห่งชาติของชาวไทย ที่แบกการขาดทุนต่อเนื่องมาเป็นเวลายาวนาน

ภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พบว่า ณ สิ้นปี 2562 มีหนี้สินอยู่ 1.47 แสนล้านบาท แถมคาดว่า ทั้งผลการขาดทุนสะสม และหนี้สิน คงจะพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในช่วงที่การบินไทยไม่สามารถดำเนินกิจการได้ จากผลกระทบของไวรัสโควิด-19 เช่นเดียวกับสายการบินอื่นๆ ทั่วโลก

หลังถกเถียงมายาวนานเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาของการบินไทยว่าจะไปในทิศทางใด… จะให้กระทรวงการคลังเข้าค้ำประกันการกู้เงินกว่า 5 หมื่นล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องในระยะสั้นแล้วบริษัทดำเนินการฟื้นฟูกิจการเองแบบที่เคยปฏิบัติมา หรือจะปล่อยให้ล้มละลาย หรือเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการตามกฎหมาย

ถึงเวลานี้ค่อนข้างชัดแล้วว่าจะเป็นแนวทางหลังสุด นั่นคือ การกระบวนการฟื้นฟูกิจการตามกฎหมาย

“บิ๊กตู่” เห็นพ้องแนวทางยื่นศาลขอฟื้นฟูกิจการ

การเปิดเผยของ อนุทิน วีชาญวีรกูล” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ในฐานะรองนายกฯ ซึ่งกำกับกระทรวงคมนาคมและการบินไทย ระบุถึงผลการหารือรอบล่าสุดกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2563 ว่า  

“นายกรัฐมนตรีก็มีความเห็นไปในทางเห็นด้วย ที่จะให้มีการฟื้นฟูกิจการการบินไทย ถือเป็นวิธีการที่สวยที่สุด ถ้าทุกคนและทุกฝ่ายให้ความร่วมมือ การบินไทยก็สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้”

ทันทีที่คุยกันจบปุ๊บ นายกฯ เลยเรียกประชุมด่วน คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซุปเปอร์บอร์ด แทบจะทันที ในวันจันทร์ที่ 18 พ.ค.2563 ซึ่งเป็นไปได้สูง ที่แนวทางการยื่นขอฟื้นฟูกิจการการบินไทยต่อศาลล้มละลายจะได้รับการไฟเขียวจาก คนร. ในการประชุมนัดนี้ ก่อนเสนอผลประชุมเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.) ทันทีในวันถัดไป

ประเด็นที่น่าสนใจหลังจากนี้จึงอยู่ที่ว่า หากเรื่องร้อนๆ นี้ ได้รับอนุมัติจาก ครม. โดยให้การบินไทยยื่นขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายแล้ว ขั้นตอนตามกฎหมายถัดจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น มีจุดไหนที่ต้องจับตาว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอนาคตการบินไทยภายใต้การฟื้นฟูกิจการบ้าง

ฟื้นฟูกิจการ

ขั้นตอนฟื้นฟูกิจการตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย

หากการเสนอแนวทางการฟื้นฟูกิจการของการบินไทยได้รับอนุมัติจาก ครม. ตามคาด ถัดจากนั้นการบินไทยจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนตามกฎหมาย คือ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ล้มละลาย โดยการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง หากศาลมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการเรื่อยไปจนกว่าจะดำเนินการฟื้นฟูกิจการเสร็จสิ้นลง หรือสิ้นสุดการฟื้นฟูกิจการไม่ว่าจะด้วยกรณีใดๆ ด้วยผลของกฎหมายจะคุ้มครองไม่ให้เจ้าหนี้ทั้งหลายฟ้องคดีแพ่ง เพื่อบังคับเอาทรัพย์สินต่างๆ ของบริษัท

รวมถึงกรณีที่หากมีการฟ้องร้องเป็นคดีจนมีคำพิพากษาแล้ว ก็ห้ามไม่ให้บังคับคดีเอากับทรัพย์สินของการบินไทย แต่ผลของกฎหมายตาม พ.ร.บ.ล้มละลายนี้ ไม่ห้ามเจ้าหนี้ หรือเจ้าหนี้ ตามคำพิพากษาที่จะบังคับเอากับผู้ค้ำประกันแต่อย่างใด

จากนั้นศาลล้มละลายจะนัดไต่สวน เพื่อให้ได้ความจริงว่า บริษัทเข้าเกณฑ์ที่สามารถฟื้นฟูกิจการได้หรือไม่ โดยมีเกณฑ์พิจารณาเบื้องต้น คือ เป็นกิจการที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่สามารถชำระหนี้ตามกำหนดได้ เป็นหนี้เจ้าหนี้คนเดียว หรือหลายคนเกินกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป มีเหตุอันควรที่จะฟื้นฟูกิจการ เช่น บริษัทประสบปัญหาจากวิกฤตการณ์ต่างๆ แต่ประการสำคัญที่สุด คือ บริษัทต้องมีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการให้สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ในอนาคต

จับตาหน้าตา “ผู้ทำแผน” หมอผ่าตัดตัวจริง

ที่ต้องจับตาพร้อมกับการยื่นขอฟื้นฟูกิจการต่อศาล คือ การเสนอ ผู้ทำแผน” ซึ่งต้องติดตามว่าการบินไทยจะมีการเสนอใคร หรือกลุ่มใดเข้ามาเป็นผู้ทำหน้าที่สำคัญนี้

ตามแผนฟื้นฟูกิจการ ผู้ทำแผน” ถือเป็นบุคคลสำคัญอย่างยิ่ง หรือต้องเรียกว่าเป็น หมอผ่าตัด” ตัวจริงของการฟื้นฟูกิจการเลยก็ว่าได้  เพราะนอกจากจะผู้ที่เข้ามาเจรจาต่อรองกับบรรดาเจ้าหนี้ จัดกลุ่มเจ้าหนี้แล้ว ยังจะเป็นผู้วางแผนทั้งหมด เพื่อให้การบินไทยอยู่รอด สามารถแข่งขันในสมรภูมิธุรกิจการบินอันดุเดือดได้ว่า จะต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งกรณีการฟื้นฟูกิจการครั้งนี้ การบินไทยเป็นผู้ยื่นขอเอง ก็เป็นไปได้ที่ผู้ทำแผนจะถูกเสนอมาจากผู้ถือหุ้น คือ กระทรวงการคลัง

แต่การเสนอดังกล่าว ตาม “พ.ร.บ.ล้มละลาย” ก็เปิดช่องให้ฝ่ายเจ้าหนี้สามารถคัดค้านตัวผู้ทำแผน และเสนอผู้ทำแผนจากฝ่ายเจ้าหนี้เข้ามาแข่งขันได้ ส่วนสุดท้ายผู้ทำแผนจากฝ่ายใดจะได้รับเลือก เพื่อเสนอต่อศาลในที่สุด ก็ขึ้นอยู่ที่ประชุมเจ้าหนี้เป็นผู้เลือก

เมื่อได้ข้อสรุปเกี่ยวกับผู้ทำแผนเพื่อเสนอต่อศาลแล้ว และศาลไต่สวนได้ความจริงว่า บริษัทมีเหตุอันสมควรที่จะฟื้นฟูกิจการได้ ศาลจะมีคำสั่ง “ให้ฟื้นฟูกิจการ” พร้อมกับการแต่งตั้งผู้ทำแผน และพลันที่ศาลมีคำสั่งดังกล่าว คณะกรรมการและผู้บริหารของการบินไทยชุดเดิมจะสิ้นสุดอำนาจการบริหารลงทันที

โดยหน้าที่ทั้งหมดจะถูกส่งต่อไปยังผู้ทำแผน พร้อมกันนั้นผู้ทำแผนจะใช้เวลา 3 เดือนในการจัดทำแผน โดยเดือนแรกจะเป็นการเปิดให้เจ้าหนี้ ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ทำให้เห็นหนี้ที่แท้จริงทั้งหมดของบริษัทว่า มีอยู่เท่าใด เจรจา และจัดกลุ่มเจ้าหนี้ อีก 2 เดือนหลังจากนั้น เป็นการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ

ตามแผน… ประกอบด้วยรายละเอียดต่างๆ โดยเฉพาะหลักการ และวิธีการฟื้นฟูกิจการ เช่น ขั้นตอนการฟื้นฟูกิจการ การชำระหนี้ การยืดกำหนดเวลาชำระหนี้ การลดจำนวนหนี้ลง การจัดกลุ่มเจ้าหนี้ การลดทุนและเพิ่มทุน การก่อหนี้ ระดมทุนตลอดจนแหล่งเงินทุน และเงื่อนไข การหาประโยชน์จากทรัพย์สินต่างๆ เงื่อนไขการจ่ายเงินปันฝนและประโยชน์อื่นๆ แนวทางการแก้ไขปัญหาขาดสภาพคล่องในระหว่างการฟื้นฟูกิจการ การไม่ยอมรับทรัพย์สินหรือสิทธิตามสัญญากรณีมีภาระเกินควร รวมถึงระยะเวลาดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการซึ่งไม่เกิน 5 ปี

ฟื้นฟูกิจการ
ภาพจาก : Bangkokpost

ลดทุนก่อนเพิ่มทุน เปิดทางเจ้าของใหม่ที่ไม่ใช่คลัง

ประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง และอาจจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการบินไทยนั้น ก็คือ ในการทำแผนฟื้นฟูกิจการนั้น ต้องมีประเด็นการ “ลดทุนของกิจการ” ลงเพื่อล้าง “ขาดทุนสะสม” ในทางบัญชี เพื่อให้บัญชีของกิจการดีขึ้น อันเป็นขั้นตอนปกติที่มีการทำกันในกระบวนการฟื้นฟู เมื่อลดทุนแล้ว ถัดจากนั้นจะเห็นว่า บริษัทจำเป็นต้องเพิ่มทุนอีกเท่าใด ราคาขายหุ้นเพิ่มทุนต้องอยู่ที่ราคาต่อหุ้นเท่าใด หรือต้องออกหุ้นใหม่ เพื่อระดมทุนเพิ่มมากน้อยเพียงใด

ในข้อเสนอการเพิ่มทุนนี้ จะเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมก่อน ซึ่งหลักก็คือ กระทรวงการคลังนี่เอง ที่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญว่า กระทรวงการคลัง จะควักกระเป๋าเพื่อเพิ่มทุน และรักษาสัดส่วนการถือหุ้นไว้ในสัดส่วนเดิม 51% และคงความเป็นรัฐวิสาหกิจของการบินไทยไว้หรือไม่ 

หากด้วยแรงกดดันหรือปัจจัยต่างๆ ทำให้กระทรวงการคลังไม่อาจเพิ่มทุนให้การบินไทยได้ หรือเพิ่มทุนในสัดส่วนการถือหุ้นต่ำกว่า 50% นั่นก็หมายถึง การบินไทยต้องสิ้นสุดการเป็นรัฐวิสาหกิจ เปิดทางให้กลุ่มทุนที่มีความพร้อมเข้ามาถือหุ้น และเป็นเจ้าของคนใหม่การบินไทยได้ ซึ่งกลุ่มทุนที่มีความพร้อม และมีผลประโยชน์เชื่อมโยงกับธุรกิจการบินในเมืองไทยก็คงมีอยู่ไม่กี่กลุ่มที่พอจะคาดเดาได้

เสนอแผนให้ศาลอนุมัติเพื่อเดินหน้าฟื้นฟู

เมื่อทำแผนฟื้นฟูกิจการเสร็จสิ้น ผู้ทำแผนจะเสนอแผนต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เพื่อเรียกประชุมเจ้าหนี้มาร่วมกันพิจารณา และตัดสินใจว่า จะ “ยอมรับ” หรือ “ไม่ยอมรับ” แผนที่ผู้ทำแผนทำเสนอขึ้นมา หากเกิดกรณีไม่ยอมรับแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะรายงานต่อศาลเพื่อพิจารณามี คำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ” ซึ่งหมายความว่ายกเลิกกระบวนการที่ดำเนินการมาทั้งหมด ทุกฝ่ายกลับสู่สถานะเดิม หากบริษัทไม่สามารถชำระหนี้หรือดำเนินกิจการต่อไปได้ ก็อาจไปสู่กระบวนการฟ้องเพื่อให้ล้มละลายต่อไป

ในทางตรงข้ามหากที่ประชุมเจ้าหนี้เห็นชอบกับแผนที่ผู้ทำแผนเสนอ ขั้นตอนต่อไป คือ การเสนอแผนให้ศาลล้มละลายอนุมัติ พร้อมกับแต่งตั้ง ผู้บริหารแผน” เข้ามารับไม้ต่อจาก ผู้ทำแผน” เพื่อบริหารงาน และฟื้นฟูกิจการของบริษัทให้เป็นไปตามแผนต่อไป  

หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน การบินไทยสามารถหารายได้มาชำระหนี้ได้ตามกำหนด เป็นบริษัทที่แข็งแกร่งทุกอย่าง “แฮปปี้ เอนดิ้ง” ศาลก็จะมี คำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ” แต่หากไม่สามารถดำเนินการตามแผนได้ ระหว่างทาง… เจ้าหนี้ก็สามารถยื่นขอให้ศาลสั่ง ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ” และทุกฝ่ายกลับคืนสู่สถานะเดิม การบินไทยเข้าสู่กระบวนการล้มละลายได้ตลอดเช่นกัน

ทั้งหมดคือขั้นตอนตามกฎหมาย… หาก “การบินไทย” เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ ภายใต้กระบวนการทางศาล ส่วนว่า แนวทางนี้เป็นแนวทางที่ดีที่สุดแล้วหรือไม่นั้น ก็คงขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนจริงๆ คงบอกได้แต่เพียงว่า นี่เป็นหนึ่งในแนวทางที่หลายฝ่ายเชื่อว่า จะเป็นโอกาสสำคัญที่จะผ่าตัดใหญ่ ให้การบินไทยมีลมหายใจต่อไป เพียงแต่ว่า จะอยู่ต่อในรูปแบบใด ยังคงเป็น “สายการบินแห่งชาติ” หรือไม่ อีกไม่นานก็คงรู้กัน

ภาพจาก : Kapook

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *