“โอ่งน้ำ ลูกชิ้น และตู้ปันสุข”

เรื่องโดย : บุชบา

เช้าวันนั้นคณะของเรารวม 4 ชีวิตกำลังนั่งอยู่บนรถตู้ขนาดย่อมๆ เดินทางออกจากตัวเมือง “ย่างกุ้ง” มุ่งหน้าสู่เมือง “ตาน-ลยีน” หรือเมือง “สิเรียม” เมืองท่าเล็ก ๆ บนชัยภูมิเหมาะตรงปากแม่น้ำอิรวดี แม่น้ำสายสำคัญที่หล่อเลี้ยงชีวิต การค้า และการเดินทางของชาวพม่าตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงยุคดิจิทัล

เราเดินทางออกมาได้ประมาณครึ่งทาง ก็พบวิถีชีวิตและความเป็นชนบทแท้ ๆ ของเมียนมา บ้านบางหลังยังมุงหลังคาด้วยใบไม้ ดีขึ้นมาหน่อยก็มุงสังกะสี แต่เมื่อเข้าเขตเมืองบ้านไม้เก่า ๆ ที่เราเห็นมาตลอดสองข้างทางก็กลายมาเป็นบ้านปูนก่ออิฐตามสมัยนิยม

ในระหว่างทางเราได้รับของฝากเป็นวิวที่สวยแปลกตา และเรียบง่าย เราได้เห็นความเคลื่อนไหว และความเป็นไปของสารพัดชีวิต รวมทั้งธรรมชาติสองข้างทาง ช่วยเติมต่อประสบการณ์การเดินทางให้กับเราเป็นอย่างดี

วิวภายนอกค่อย ๆ เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ โดยที่เราไม่มีวันเดาภาพที่จะเกิดขึ้นข้างหน้าได้… บางจุดมีเด็กน้อยๆ วิ่งเล่นกันสนุกบนกองดินแอ่งน้ำ บางครั้งก็เห็นผู้เฒ่านั่งยอง ๆ สูบยาเส้นจนควันโขมงกลบหน้าเรือนตัวเอง และมีหลายครั้งที่เราได้เห็นหญิงสาวชาวพม่าในชุดผ้าซิ่นพื้นเมือง เธอทั้งหมดทาหน้าด้วยทานาคาจนนวลเหลือง เห็นมาไกล

วิวกำลังเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามความเร็วของรถ…

เมืองสิเรียม เมียนมา

แต่มีสิ่งหนึ่งที่เราจำได้ถนัด นั่นคือ เราเห็นหน้าบ้านหลาย ๆ หลัง มีโอ่งน้ำเล็ก ๆ ตั้งเอาไว้เป็นจุด ๆ คำตอบที่คิดได้ทันที คือ แน่ละ!! เขาอาจตั้งเอาไว้ให้คนเดินผ่านได้กิน ได้ดื่ม ซึ่งคำตอบก็เป็นไปตามที่คิด

ไกด์ท้องถิ่นเล่าให้ฟังว่า ชาวบ้านจะตั้งโอ่งน้ำน้อยๆ เอาไว้ให้ทานกับคนที่เดินทางมาถึง หรือบังเอินเดินผ่านมาได้กินได้ดื่มน้ำคลายกระหาย 

โอ่งน้ำนี้… มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ เพราะสมัยก่อนคนจะไปไหนมาไหนบนที่ราบ ส่วนใหญ่ต้องเดินเท้า หรือเทียมเกวียน รถราสมัยใหม่ยังไม่มี เมื่อเป็นเช่นนั้น คนใจบุญเลยตั้งโอ่งน้ำเอาไว้หน้าบ้านตัวเอง ถือว่า เป็นการทำทานอย่างหนึ่ง

“ใครหิวก็มาตักกิน เพราะน้ำที่อยู่ในโอ่งนี้คนดี คนชั่ว ตำรวจ โจร หรือคนเร่ร่อน กินได้หมดไม่มีข้อห้าม เมื่อน้ำหมดก็เอามาเติมใหม่ โอ่งอันไหนรั่ว หัก พัง ซ่อมไม่ได้ ก็หาใบใหม่มาแทนที่”

เราเห็นโอ่งน้ำนี้อีกครั้ง ตอนที่เดินทางมาถึงเมืองสิเรียมแล้ว จึงถือโอกาสเดินเข้าไปดูใกล้ๆ และไม่พลาดตักน้ำขึ้นมากิน

“เออ… มันสดชื่นจริงๆ”

ภาพโอ่งน้ำของเมียนมาจาก : ศิลปวัฒนธรรม

เรากลับจากย่างกุ้งมาได้หลายเดือนแล้ว งานหลายอย่างทำให้เราต้องใช้เวลา และพลังกายแทบทั้งวัน เพื่อที่เคลียร์ทุกอย่างให้เสร็จ นั่งทำงานอยู่จนค่ำมืดกว่าจะเดินทางกลับบ้าน

เราขับรถกลับมาบ้านในเวลาไม่นานนัก ก่อนเข้าบ้านก็ได้แวะซื้อลูกชิ้น และปลาหมึกปิ้งสีเหลืองๆ ซึ่งเป็นของโปรดจากร้านรถเข็นเจ้าประจำที่ตั้งอยู่ตรงหน้าปากซอย

เรามองลูกชิ้นสารพัดชนิด เรียงรายละลานตาอยู่บนถาดสเตนเลส เราเลือกด้วยความตื่นเต้นจากหนึ่งไม้… สองไม้… สามไม้… จนในที่สุดก็เต็มมือ ก่อนจะส่งต่อให้พี่คนขายทำหน้าที่เชฟริมทาง หยิบลูกชิ้น และปลาหมึก ทุกไม้เขาเราไปปิ้งบนไฟร้อนๆ ให้สุกหอม

ในระหว่างที่รอ… เราก็มองโน่น มองนี่ไปเรื่อย จนภาพมาหยุดที่ลุงคนเร่ร่อนคนหนึ่ง หรือถ้าเรียกให้สุภาพตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ บอกก็คือ “คนไร้ที่พึ่ง” 

ลุงคนนี้กำลังนั่งกินเศษข้าวเปล่าในถุงก็อบแก๊บอยู่ตรงหน้าร้านเซเว่น ดูอย่างไรก็น่าเวทนาเป็นที่สุด จนต่อมความสงสารของเราทำงานเต็มที่…

ภาพจาก : mthai.com

เรามองเงินที่เหลืออยู่ในมือ ก่อนหยิบไม้ลูกชิ้นให้ครบตามจำนวนนั้น แล้วส่งต่อให้พ่อค้าเพิ่ม

“อันนี้แยกอีกถุงนะพี่…”

พ่อค้าก็พยักหน้ารับ  ก่อนหันไปขยับลูกชิ้นชุดแรกที่อย่างอยู่บนเตาอยู่แล้ว แล้วเขยิบให้มีที่ช่องว่างวางลุกชิ้นให้ชุดใหม่ลงไปปิ้งพร้อมกัน

รอแค่อีกอึดใจเดียว… ลูกชิ้นทั้งสองถุงก็ส่งมาถึงมือ เราก็จ่ายเงินให้จนหมดกระเป๋า 

เราหันหลังให้รถเข็น และเดินไปหาลุงคนนั้น ก่อนจะนั่งยอง ๆ และยื่นถุงลูกชิ้นให้ ก่อนบอกกับแกเบา ๆ “เอาไปกินกับข้าวนะลุง”

ลุงรับลูกชิ้นจากเราไปด้วยมือที่กำลังเลอะไปด้วยเศษข้าว เราได้เห็นดวงตาของลุงชัดขึ้น ดวงตาของแกไม่ค่อยดีแล้ว มองเห็นไม่ชัด แต่ก็ได้ยินแกพูดว่า “… ขอบคุณ เจริญ ๆ …”

จากนั้นเราก็เดินเข้าไปซื้อของในเซเว่น จนเมื่อออกมาก็เห็นลุงคนเดิมยังคงนั่งอยู่ที่เดิม แต่ข้าง ๆ ลุงมีหมาสองสามตัวนั่งกระดิกหาง เลียปากแพล่บๆ จนน้ำลายหยดติ๋งๆ

ใช่! ลุงแกเอาลูกชิ้นให้หมากิน…

เราเลยเข้าไปถาม… “อ้าวทำไมลุงไม่เอาไว้กินกับข้าวล่ะ! ให้หมาหมด”

ลุงก็ตอบกลับมาเสียงเบาๆ ประมาณว่า…

“…มันกินข้าวเปล่ามาทุกวัน มันเลยไม่ค่อยกินข้าว มีลูกชิ้นมันเลยชอบ ได้กินดีๆ หน่อย สงสารมัน ไม่มีใครเลี้ยง…”

เราเดินออกมาจากลุงเรื่อยๆ และกลับถึงบ้านด้วยความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก…

ภาพจาก : Facebook Keng Kw

กลับมาไม่นานนี้ช่วง 2-3 วันก่อน… ท่ามกลางข่าวสาร และความดราม่า โดยเฉพาะในกรณีของ “ตู้ปันสุข” ที่มีผู้ใจบุญเอาตู้ไปตั้งเอาไว้แล้วเอาของไปใส่ หวังจะช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนจากวิกฤตไวรัสโควิด รวมไปทั้งผู้ที่หิวโหยได้มีของกินประทังชีวิต

เรื่องที่ว่า… มีทั้งคนชม และก่นด่า คนชมบ้างก็บอกว่าดี ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ได้บุญอีกต่างหาก แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่ออกมาด่า ด่าตั้งแต่คนที่มาโกยของแจก หรือด่าคนที่มาแย่งของกันจนเกือบมีเรื่อง หนักไปกว่านั้นคือ มีนักเลงออนไลน์บางคน ออกมาด่าคนทำว่าคิดจะแจกแล้ว แต่ทำไมไม่คิดวิธีบริหารจัดการให้ดี

ล่าสุดมีแม้กระทั่งว่า ตั้งตู้ แล้วยังต้องจัดเวรยามมาเฝ้า หรือจัดระเบียบคนรับของ 

แต่ที่น่าเศร้าที่สุด…เห็นจะเป็นหน่วยงานมากมายที่หันมาเอาด้วยกับเรื่องนี้ เนื้อแท้น่ะดีจริง… แต่ส่วนใหญ่เมื่อลงมือทำแล้ว ก็มักเชิญให้บรรดานายๆ ระดับผู้ใหญ่ ตั้งแต่หัวหน้ากอง อธิบดี ไปจนถึงรัฐมนตรี มาเป็นประธานในพิธีเปิด

เราเสพข้อมูลและอ่านข่าวพวกนี้ด้วยความเวทนา

แล้วก็พลันนึกถึงเรื่อง “โอ่งน้ำ และลูกชิ้นปิ้ง” ขึ้นมา…

นี่ “การให้” ที่ถูกวิธีที่เรารู้เราเข้าใจมานาน… มันผิดหมดเลยใช่ไหม!!   

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *