ย้อนรอยอดีตเมื่อไทยเริ่มวางแผน “พัฒนาเศรษฐกิจ” (ตอนที่ 1)

โดยรุจน์ รฐนนท์

ภาพจาก : thongkum.blogspot.com

หากพูดถึงการวางแผนเศรษฐแห่งชาติของไทย ทุกท่านคงเคยได้ยินชื่อ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์” หน่วยงานสำคัญที่เป็นฝ่ายจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มาตั้งแต่ปี 2504 ปัจจุบันไทยใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับที่ 12 แล้ว ส่วนสภาพัฒน์ ก็มีอายุกว่า 70 ปี นับจากการก่อตั้งในปี 2493 ในสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี 

อย่างไรก็ตามการวางแผนเศรษฐกิจของประเทศไทยนั้น เป็นคำที่มีการพูดกันมาก่อนมีการก่อตั้งสภาพัฒน์นานพอสมควร อย่างน้อยที่สุดก็มีหลักฐานย้อนไปถึงปี 2475 ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในสยามประเทศ 

ในครั้งที่ข้าพเจ้าได้ค้นคว้าข้อมูลประวัติศาสตร์ในหอสมุดมหาวิทยาลัย บังเอิญได้พบกับหนังสือเรื่อง “ทวนอดีตเหตุการณ์บางเรื่องที่บางคนสนใจจะรับรู้ ซึ่งเขียน และรวบรวมข้อมูลเรื่องน่าสนใจในอดีตของไทยไว้หลายเรื่อง เขียนโดย ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร ผู้เป็นราชบัณฑิตคนสำคัญของไทย ซึ่งได้อธิบายเรื่องของการวางแผนเศรษฐกิจ รวมถึงที่มาที่ไปของการก่อตั้งสภาพัฒน์ ซึ่งน่าสนใจจะมาเล่าสู่กันฟังไว้ในที่นี้

ดร.วิชิตวงศ์ เขียนไว้ในหนังสือว่า แนวคิดเรื่องการวางแผนเศรษฐกิจ ปรากฎในเมืองไทยเป็นครั้งแรก หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 โดย หลวงประดิษฐ์มนูญธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ซึ่งเป็นสมาชิกคนสำคัญของคณะราษฎร ได้นำเสนอ เค้าโครงเศรษฐกิจ เพื่อ “บำรุงความสุขของราษฎร โดย “รัฐบาลจะต้องเป็นผู้จัดการเศรษฐกิจเสียเอง” อย่างไรก็ตามแนวความคิดนี้ได้ถูกระงับไป เพราะความขัดแย้งทางการเมืองด้วยกลัวว่า เค้าโครงเศรษฐกิจจะทำให้เมืองไทยกลายเป็นคอมมิวนิสต์ เหมือนสหภาพโซเวียตในขณะนั้น

จอมพล ป. พิบูลสงคราม
ต่อมาเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงในปี 2488 ผลต่อเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็คือมีหลายประเทศได้รับเอกราช การพัฒนาประเทศในทางเศรษฐกิจจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อลดความยากจน หลายประเทศ จึงเริ่มการวางแผนเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยได้รับความช่วยเหลือจากสหประชาชาติ และธนาคารโลก เช่น อินเดีย เริ่มวางแผนเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในปี 2493 ฟิลิปปินส์ ในปี 2494 อินโดนิเซีย ศรีลังกา และพม่า ในปี 2498
 
ประเทศไทย ถือว่า เป็นประเทศท้ายๆ ในเอเชีย ซึ่งให้ความสนใจอย่างจริงจังต่อการวางแผนเศรษฐกิจ โดยประเทศไทย ยังมุ่งกับการแก้ไขให้ประเทศกลับไป “อยู่ดีกินดี” เหมือนก่อนที่จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 และความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำทางการเมืองในขณะนั้น ก็ไม่ได้เอื้อให้เกิดการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว
 
การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจของไทยอย่างจริงจัง เกิดขึ้นหลังจากที่คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2498 ที่มีมติเป็นครั้งแรก ที่ให้มีการขอความช่วยเหลือจากธนาคารโลก เพื่อศึกษา และสำรวจเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยมอบให้กระทรวงการคลัง และ “สภาเศรษฐกิจแห่งชาติ” (สภาพัฒน์ในปัจจุบัน) มีจอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และมีกรรมการประกอบด้วย รัฐมนตรีกระทรวงด้านเศรษฐกิจ เช่น กระทรวงเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ และคมนาคม
 
ในการประชุมของสภาเศรษฐกิจแห่งชาติที่มี จอมพล ป. เป็นประธาน มีการประชุมกันหลายครั้ง โดยนายกฯ ในฐานะประธาน จะร่วมในการตัดสินใจเรื่องสำคัญ กำลังสำคัญของสภาเศรษฐกิจแห่งชาติในขณะนั้น ยังมี คุณสุนทร หงส์ลดารมภ์ เป็นเลขาธิการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ โดยมีอาจารย์ฉลอง ปึงตระกูล เป็นรองเลขาธิการ ซึ่งเลื่อนตำแหน่งจากหัวหน้ากองเศรษฐกิจสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ ขึ้นมาทำหน้าที่ รับคำสั่งจากนายกฯ นำโครงการของกระทรวงต่างๆ เข้ามาพิจารณาในการประชุมสภาฯ ดังกล่าว
สุนทร หงส์ลดารมภ์
ต่อมาในปีเดียวกัน มีการตั้ง คณะกรรมการเศรษฐกิจวิชาการ (ก.ศ.ว.) ขึ้นเพื่อดูแลเรื่องความช่วยเหลือต่างๆ ที่รัฐบาลไทยได้รับจากต่างประเทศ คณะกรรมการชุดนี้ ต่อมาได้รับการพัฒนาขึ้นมาเป็นกรมวิเทศสหการ ในปี 2499 ขณะที่ไทยรอการตอบรับช่วยเหลือจากธนาคารโลก ทางสหรัฐฯ ก็ให้ความช่วยเหลือในการวางแผนเศรษฐกิจ และส่ง ดร.จอห์น เอ.ลอฟตัส มารับตำแหน่งที่ปรึกษาเศรษฐกิจของกระทรวงการคลัง
 
นักเศรษฐศาสตร์อเมริกันคนนี้ ได้มีการทำความเห็นเสนอต่อ พล.อ.เภา เพียรเลิศ บริภัณฑ์ยุทธกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในขณะนั้นว่า…

“เพื่อให้การวางแผนเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ถูกต้อง ควรจะมีการตั้งคณะสำรวจเศรษฐกิจเล็กๆ ขึ้นมาคณะหนึ่ง เพื่อศึกษาเศรษฐกิจของไทยอย่างจริงจัง เพื่อให้เข้าใจสภาพและโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยได้อย่างจริงจัง”
 
รัฐมนตรีคลัง จึงได้แต่งตั้งคณะสำรวจเศรษฐกิจของกระทรวงการคลัง ประกอบไปด้วย ดร.จอห์น เอ.ลอฟตัส เป็นประธาน นายบุญมา วงศ์สวรรค์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง คุณหญิงสุภาพ ยศสุนทร ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมคณะ โดยมี นายนุกูล ประจวบเหมาะ เจ้าหน้าที่กรมบัญชีกลาง ในขณะนั้น เป็นเลขานุการ 
พล.อ.เภา เพียรเลิศ บริภัณฑ์ยุทธกิจ

ต่อมา… เมื่อคณะสำรวจของธนาคารโลกเข้ามาในไทยในปี 2500 ครม.ในขณะนั้น จึงตั้งให้มีคณะกรรมการขึ้นมา ชื่อว่า “คณะกรรมการร่วมมือกับคณะสำรวจเศรษฐกิจของธนาคารโลก” หรือชื่อย่อว่า “ก.ส.ธ.”  ทำหน้าที่ดูแลการประสานงาน และช่วยอำนวยความสะดวกให้กับธนาคารโลกในการสำรวจเศรษฐกิจ ประกอบไปด้วย ปลัดกระทรวงต่างๆ และผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน มี ม.ล.เดช สนิทวงศ์ เป็นประธานกรรมการ 

ส่วนคณะกรรมการบริหาร ก.ส.ธ.ประกอบไปด้วย อาจารย์ บุญมา วงศ์สวรรค์ ,อาจารย์ฉลอง ปึงตระกูล ,ดร.จอห์น เอ.ลอฟตัส และคุณหญิงสุภาพ ยศสุนทร เป็นกรรมการและเลขานุการ โดยคณะกรรมการชุดนี้ ได้ทำงานจนเสร็จสิ้นภารกิจในเดือนกรกฎาคม 2501 โดยหน่วยงานราชการได้มีการส่งเจ้าหน้าที่มาช่วยงานของ ก.ส.ธ.จำนวนหนึ่ง 
 
บางคนได้กลายมาเป็นกำลังสำคัญของ “สภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ” ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้ตั้งขึ้นมาแทนสภาพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ในปี 2502 ซึ่งถือว่า เป็นการยกระดับขึ้นมาเป็นหน่วยงานระดับสำนักงาน ที่ทำหน้าที่เป็น Think Tank ให้กับรัฐบาล มาตั้งแต่ในขณะนั้น 
 
ส่วนการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจในระยะต่อไป จนนำไปสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 1 ในปี 2504 จะมีที่มาที่ไปอย่างไร  จะได้เล่าสู่กันฟังในตอนหน้าครับ 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *