ศบค.ชงครม.เคาะยืดประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินต่ออีก 1 เดือน

ศบค.เคาะคงเคอร์ฟิวห้ามออกนอกบ้าน 4 ทุ่ม-ตี4 ต่ออีก 1 เดือน พร้อมแง้มผ่อนคลายล็อกดาวน์เป็น 4 ระยะ นายกฯมอบสภาพัฒน์ร่วมเอกชนลงรายละเอียดกิจการที่เปิดพร้อมกันได้ทั่วประเทศชงครม.พรุ่งนี้

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019(โควิด-19) (ศบค.) กล่าวว่า ศบค.ได้เห็นชอบตามที่เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ซึ่งรับผิดชอบสำนักงานประสานงานกลาง ภายใต้ ศบค. เสนอให้คงการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศต่อไปอีก 1 เดือนจากเดิมที่จะสิ้นสุด 30 เม.ย.ไปสิ้นสุด 31 พ.ค. 2563 เนื่องจากได้ประเมินผลการบังคับใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค. 2563 จนถึงขณะนี้พบว่าแต่ละส่วนสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ลดลงอย่างต่อเนื่อง และจากการสำรวจความเห็นประชาชนประมาณ 40,000 คนก็พบว่ามากกว่า 70% เห็นด้วยกับการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อแก้ไขปัญหา หลังจากนี้จะได้เสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในวันพรุ่งนี้(28 เม.ย.)ต่อไป

สำหรับมาตรการที่จะยังต้องคงไว้ไปพร้อมกับการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ได้แก่ 1.ควบคุมการเดินทางเข้าออกราชอาณาจักร ทั้งทางบก น้ำ อากาศ  2.ห้ามบุคคลออกนอกเคหสถาน(เคอร์ฟิว) ทั่วราชอาณาจักรระหว่างเวลา 22.00-04.00 น. 3.งดหรือชะลอการเดินทางข้ามเขตพื้นที่จังหวัดโดยไม่มีเหตุจำเป็น และ 4.งดการดำเนินกิจกรรมคนหมู่มาก โดยห้ามประชาชนเข้าไปในพื้นที่หรือสถานที่ซึ่งมีคนจำนวนมาก ไปทำกิจกรรมร่วมกัน หรือเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรคโควิด-19

ทั้งนี้ เลขาธิการ สมช. ได้เสนอแนวทางที่จะดำเนินการผ่อนปรนมาตรการบังคับใช้กฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินว่า จะต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านสาธารณสุขเป็นหลักแล้วค่อยนำปัจจัยอื่นๆมาพิจารณา โดยให้ยังคงหลักการทำงานจากที่บ้าน 50% โดยวิธีดำเนินการผ่อนปรนการเปิดดำเนินกิจกรรมต่างๆ จะต้องพิจารณาถึงกิจการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตก่อนและต้องมีการสวมหน้ากากตลอดเวลา จัดให้มีการเว้นระยะห่างทางสังคม การวัดอุณหภูมิ มีแอลกอฮอล์ล้างมือ จำกัดจำนวนคนในการทำกิจกรรม  โดยเมื่อผ่อนปรนส่วนใดแล้วจะต้องประเมินผลหากทำได้ดีก็สามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมหรือขยายพื้นที่ หากไม่ดีขึ้นเช่นพบการติดเชื้อจะต้องระงับการผ่อนคลายทันที

นอกจากนี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แสดงข้อกังวลระหว่างประชุมเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีผู้ประกอบการได้รับผลกระทบอยู่ในขณะนี้ โดยได้ให้นโยบายเบื้องต้นเกี่ยวกับการกำหนดระยะเวลาที่จะผ่อนคลายให้เปิดดำเนินกิจการต่างๆได้เป็น 4 ระยะ ตั้งแต่เปิดดำเนินการ 25% 50% 75% ไปจนถึง 100%  โดยต้องพิจารณาเป็นระยะ โดยแต่ละระยะห่างกัน 14 วัน และต้องเป็นไปตามมาตรฐานของกรมควบคุมโรค โดยให้ทยอยผ่อนคลายได้แต่หากพบว่าติดโรคเพิ่มจะต้องหยุดทันที เพราะประเด็นที่มีความกังวลมากคือไม่ต้องการให้เกิดการระบาดระลอกที่ 2 เพราะไม่เช่นนั้นก็เท่ากับสิ่งที่ทุกฝ่ายร่วมมือมาก่อนหน้านี้สูญเปล่า

โฆษกสบค. กล่าวว่า ในการประชุม เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ได้เสนอให้ที่ประชุมทราบผลการหารือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับแนวทางและหลักเกณฑ์การเปิดให้บริการของกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งได้กำหนดกิจการตามปัจจัยความเสี่ยง เช่น ตามความหนาแน่น การระบายอากาศ การมีคนมารวมตัวกันจำนวนมาก โดยและได้เสนอจัดเป็นกลุ่มความเสี่ยงจากน้อยไปมากตามสี คือ ขาว เหลือง เขียว แดง ตัวอย่างของกิจการที่อยู่ในกลุ่มสีขาว เช่น กิจการขนาดเล็กตั้งอยู่ในที่โล่งแจ้ง หรือพื้นที่ให้บริการประเภทสวนสาธารณะ  สีเขียวเป็นสถานที่หรือกิจการขนาดเล็ก มีคนมารวมตัวไม่มาก ติดแอร์หรือไม่ติดแอร์ อาจให้เปิดบริการได้แต่ต้องสวมหน้ากากตลอดเวลา  สีเหลืองเป็นพื้นที่ปิดมีคนมารวมตัวจำนวนมาก  สีแดง เป็นพื้นที่ปิด คนรวมตัวจำนวนมากและมีความแออัดมีความเสี่ยงสูง เช่น สนามมวย หรือสถานบันเทิง

ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบกับกรณีการแบ่งประเภทกิจการตามสีทั้ง 4 สี แต่นายกรัฐมนตรีสั่งการให้เลขาธิการสศช.ไปหารือกับส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อลงในรายละเอียดกิจการที่จะสามารถประกาศให้เปิดบริการแล้วทำได้ทั่วประเทศ ไม่ใช่ประกาศอนุญาตให้ดำเนินการกิจการใดกิจการหนึ่งในบางจังหวัด เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดกรณีที่ประชาชนจังหวัดหนึ่งแห่ไปใช้บริการอีกจังหวัดหนึ่ง ซึ่งอาจจะทำให้ไม่สามารรถควบคุมการแพร่ระบาดของโรคได้

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *