“โควิด-19” ถล่มท่องเที่ยวไทย “โคม่า”

.จับตายอดคนเดินทาง-รายได้ลดฮวบ

โดย...บุชบา

แม้องค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO) ได้ออกมาประกาศให้ทวีปยุโรปกลายเป็นศูนย์กลางแห่งใหม่ของการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างเป็นทางการ แทนที่ประเทศจีน และหลายประเทศในเอเชีย

แต่เหตุไฉน ผลกระทบ” ที่เชื้อโรคร้ายได้ทิ้งค้างอยู่ กลับไม่เคลื่อนย้ายตามไปด้วย

มิหนำซ้ำยังคงทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนไม่รู้ว่า จะจบลงได้เมื่อใด?

ประเทศไทยเอง ก็นับเป็นหนึ่งในประเทศที่ ไม่รอด” ไปจากภาวะวิกฤตในครั้งนี้ เพราะเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คือ การส่งออกและบริการ ณ เวลานี้ ยังคงอยู่ในอาการดับสนิทและน่าจะดับนานเสียด้วย

โดยเฉพาะ การท่องเที่ยว” ที่ตั้งใจเอาไว้ว่าจะช่วยฝากผีฝากไข้ได้ในยามวิกฤติ แต่ในภาวะ สงครามโรค” ครั้งนี้การจะหวังให้ท่องเที่ยวมาเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดึงดูดรายได้เข้าประเทศ คงต้องมลายหายสูญไปเป็นที่เรียบร้อย

เห็นได้จากข้อมูลสถานการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาประเทศไทยในช่วง 1 ม.ค. – 16 มี.ค.2563 ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุชัดเจนว่า ในภาพรวมตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวสารพัดชาติเดินทางเข้ามาในภาวะที่ “ลดฮวบ” จากสถิติในปีที่ผ่านมาจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางมาเกือบ 10 ล้านคน แต่ผลที่เกิดขึ้นล่าสุด มีคนเข้ามาเพียง 6.57 ล้านคน คิดเป็นอัตราการลดลงเกือบ 30% หรือคิดเป็นจำนวนที่ลดลงถึง 2.6 ล้านคนด้วยกัน

ดังนั้นเมื่อดูอีกขาคือด้านรายได้ที่จะต้องเข้าประเทศในช่วงเกือบ 1 ไตรมาสแรก ประเทศไทยได้สูญรายได้จากการท่องเที่ยวไปแล้ว 1.46 แสนล้านบาท ลดลง 31% โดยมีรายได้เข้ามาเพียง 3.29 แสนล้านบาท จากปีก่อนที่มีรายได้  4.75 แสนล้านบาท

ที่น่าตกใจไปกว่านั้น หากลองดูข้อมูลเฉพาะเดือนมี.ค.2563 ซึ่งนับเป็นเดือนล่าสุดที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงหนักที่สุด โดยโรคร้ายได้เขย่าจำนวนนักท่องเที่ยวให้ทรุดถึง 60.8% หรือมีจำนวนคนเดินทางเพียง 7.27 แสนคนเท่านั้น โดยคิดเป็นจำนวนที่ลดลง 1.13 ล้านคน โดยตัวเลขที่เราเห็นนั้น เกือบทั้งหมดเป็นนักธุรกิจที่จำเป็นต้องเดินทางเข้ามาทำธุรกิจทั้งสิ้น ส่วนนักท่องเที่ยวทั่วไปหากมีก็ไม่ถึง 100 คน หรือแทบจะไม่มีเลยด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ดีในจำนวน 7.27 แสนคนนี้ หากนับเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน ซึ่งถือเป็นตลาดนักท่องเที่ยวขนาดใหญ่ของไทยมาโดยตลอด ได้มีจำนวนคนเดินทางเข้ามา 5.5 หมื่นคน ลดลงถึง 88.9% เฉลี่ยเดินทางมาวันละ 150 คน เป็นนักธุรกิจเกือบทั้งหมด

มองให้ลึกไปกว่านั้น โดยเมื่อดูเป็นรายวันจะพบว่า กลุ่มนักท่องเที่ยวอาหมวย-อาตี๋นี้ มีอัตราการลดลงติดลบตั้งแต่วันที่ 24 ม.ค.2563 เป็นต้นมา หลังมีการระบาดของเชื้อโรคเป็นวงกว้างในจีน ทำให้หยุดการเดินทางลง และจากนั้นตัวเลขก็ติดลบเฉลี่ย 80% มาตลอดจนถึงต้นเดือนมี.ค.2563 และในช่วงวันที่ 13-16 มี.ค.2563 จำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนได้หายไปทุกวัน วันละ 99% กล่าวคือ…

วันที่ 13 มี.ค. ลดไป 99.49%                                     

วันที่ 14 มี.ค. ลดไป 99.55%

วันที่ 15 มี.ค. ลดไป 99.56%

และตัวเลขล่าสุด ณ วันที่ 16 มี.ค. ลดไป 99.52%

แถมจากนี้จะยังคงอยู่ในอัตราที่ติดลบ 99% อย่างนี้ไปต่อเนื่อง ไปอีก 1-2 เดือนเป็นอย่างน้อย ทั้งที่ในช่วงปกติแล้ว ช่วงนี้นับเป็นโอกาสทองของธุรกิจท่องเที่ยวที่จะกอบโกยรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางมาเป็นกรุ๊ป หรือเดินทางมาด้วยตัวเอง ตั้งแต่ช่วงวันตรุษจีนเป็นต้นมา

แต่อนิจจาตอนนี้จำต้องหายวับไปแบบไม่น่าเชื่อ

นอกเหนือไปจากนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เป็นตลาดใหญ่แล้ว หากมาลองดูจำนวนตัวเลขนักท่องเที่ยวรวมตั้งแต่วันที่ 1-16 มี.ค.2563 พบว่า 3 ประเทศแรกที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงสูงที่สุด เป็นกลุ่มประเทศทางตะวันออกกลาง คือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ลดลง 99.94% ซาอุดิอาระเบีย 96.61% และคูเวต 95.61%

ส่วนจำนวนรายได้นั้น พบว่า ในช่วง 16 วันที่ผ่านมา ประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวแค่เพียง 37,037 ล้านบาท ลดลง 58,233 ล้านบาท โดยรายได้จากนักท่องเที่ยว 3 ชาติที่ลดลงสูงที่สุด คือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ลดลง 99.94% ซาอุดิอาระเบีย 96.85% และคูเวต 96.20% ตามลำดับ

ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ ทำให้ทั้งปี กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้จัดทำคาดการณ์ออกมาว่า ท้ายที่สุดหากการระบาดของไวรัสโควิด-19 สิ้นสุดในเดือนก.ค.2563 หรือเข้าสู่ไตรมาสที่ 3 จะทำให้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาไทยแค่ 27 ล้านคน ลดลง 12 ล้านคน หรือคิดเป็น 32.15% มีรายได้จากการท่องเที่ยวต่างชาติ 1.31 ล้านล้านบาท ลดลง 6.26 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 32.37%

ความเสียหายข้างต้นยังไม่นับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อแรงงานในภาพรวมกว่า 1.06 ล้านคน ทั้งแรงงงานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ที่มีประมาณ 3.61 แสนคน และแรงงานในอุตสาหกรรมอื่นๆ 6 แสนคน ซึ่งจะครอบคลุมไปทั่วทุกธุรกิจ

ดังนั้นในช่วงที่เรายังไม่สามารถคาดเดาได้ว่า จุดสิ้นสุดของเชื้อโรคร้ายนี้จะอยู่กับโลกเราไปยาวนานเท่าใด สิ่งที่เราสามารถทำได้ คือ การระมัดระวัง เรียนรู้ เพื่อที่จะอยู่รอด หาภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง หากสถานการณ์กลับมาดีขึ้น แน่นอนว่า อะไร อะไร ก็คงจะดีตามมา…

 

แล้วประเทศไทยจะชนะเอง!! ใช่หรือไม่?

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *